foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

ศีลสมรส (Martrimony)
พิธีศีลสมรสทำให้คำสัญญาที่คู่สมรสทำนั้นมีศักดิ์ศรีด้วยความรักแบบพระเจ้า

    เงื่อนไขของการสมรสแบบคาทอลิกตั้งอยู่บนหลักการของการเป็นหนึ่งเดียวและการแยกจากกันไม่ได้ พร้อมด้วยการยอมรับที่จะมีบุตร การเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคนี้ ในโลกซึ่งความสำคัญของเรื่องฝ่ายจิตนับวันจะถดถอยไป จึงเป็นการยากที่จะรับข้อคำสอนแบบนี้ได้ ปรากฏการณ์นี้ดูเหมือนว่าจะแสดงตัวเองในความเปราะปางและความไม่มั่นคงของสังคมสมัยใหม่ และบ่อยครั้งเราต้องรับผลร้ายอย่างน่าอนาถของสภาพนี้ในชีวิตส่วนตัวของเรา เพราะเหตุนี้เองบางคนจึงเข้าใจคำสอนของพระศาสนจักรผิดไปบ่อยครั้งในขณะที่ศีลสมรสพยายามจะก่อให้เกิดการรับใช้ เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และเพื่อศักดิ์ศรีของมนุษยชาติ

    ทุกศาสนาทำให้การสมรสเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เหตุว่าธรรมล้ำลึกแห่งชีวิตและของการมีลูกมักจะดลบันดาลให้มีความรู้สึกถึงพระเจ้า เป็นปฏิกิริยาต่อการปฏิบัติของคนต่างศาสนาซึ่งบ่อยครั้งมักทำให้ตกต่ำลง การเปิดเผยของยิว-คริสต์ให้มิติสัญลักษณ์ที่มีพลัง เหตุว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่ปรากฏตลอดพระคัมภีร์ก็คือการแต่งงานระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์
    นับตั้งแต่ตอนสร้างโลกแล้ว การที่ชายและหญิงมีชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกันก่อให้เกิดภาพลักษณ์ของพระเจ้า ชายละทิ้งบิดามารดาของตนเพื่อจะไปอยู่กับภรรยาของตนและพวกเขากลายเป็นเนื้อเดียวกัน (ปฐก.1:27;2:24) โมเสสไปที่ประเทศอียิปต์เพื่อนำประชากรของพระเจ้าซึ่งประดุจคู่หมั้นออกมาและพาพวกเขาผ่านทะเลทรายไปจนถึงภูเขาซีนาย ภูเขาแห่งข้อพันธสัญญาการแต่งงานของพวกเขากับพระยาเวห์ บทเพลงซาโลมอนพรรณาถึงความรักที่มีต่อกันระหว่างพระยาเวห์และชาวอิสราเอล ที่สุดพันธสัญญาใหม่เปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นเจ้าบ่าวของประชากรใหม่คือพระศาสนจักร
    การแต่งงานแบบคริสตชน เป็นเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ของการเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพระคริสต์กับพระศาสนจักร ตามคำสอนของนักบุญเปาโล  “ธรรมล้ำลึกประการนี้ยิ่งใหญ่นัก ข้าพเจ้าหมายถึงพระคริสต์กับพระศาสนจักร” (อฟ.5:32) คู่สมรสที่ให้คำสัญญาต่อกันเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้าพระสงฆ์ผู้เป็นตัวแทนของพระองค์ – และเป็นผู้อวยพรคู่สมรสในบทบาทของการเป็นพยานด้านศีลศักดิ์สิทธิ์ ตามกฎโบราณซึ่งต่อมาได้รับการบรรจุเข้าเป็นกฎหมายพระศาสนจักรนับตั้งแต่ศตวรรษที่สิบหกเป็นต้นมาโดย พระสังคายนาแห่งเตรนท์นั้น – มีส่วนร่วมในความเต็มเปี่ยมของการสนิทสัมพันธ์อันศักดิ์สิทธิ์นี้
    คู่สมรสมอบตัวเขาเองแก่กันในพิธีศีลสมรส คำว่า “ครับ-ค่ะ” ของพวกเขานั้นเป็นการมอบความรักแบบมนุษย์แก่กันก็คือเครืองแสดงและเครื่องมือของความรักอันนั้นซึ่งพระเจ้าทรงมีต่อพวกเขา ผู้ที่เจริญชีวิตด้วยความยินดีและจากห้วงลึกของความรักจะเข้าใจดีถึงพลังที่ผลักดันพวกเขาและดลใจพวกเขา พลังนั้นมาจากภายนอกพวกเขาและบันดาลให้พวกเขาทำตัวให้เลอเลิศ สำหรับพวกเขาแล้วเป็นการเปิดเผยที่แท้จริงแห่งความรักของพระเจ้าซึ่งหล่อเลี้ยงความรู้สึกที่พวกเขามีต่อกัน พร้อมทั้งประกันถึงความมั่นคงของชีวิตสมรสด้วย