foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

บทเพลงและดนตรี (Song and Music)
บทเพลงและดนตรีรวมหัวใจเราเข้าด้วยกันในการภาวนา
ในฐานะที่เป็นการแสดงออก ที่สูงส่งของความรู้สึกของมนุษย์


angelเรามักภาวนาส่วนตัวด้วยความตั้งใจอย่างเงียบๆอันเกิดจากความผูกพันแห่งความรักที่ซื่อๆ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่รวมชุมชนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันถือว่าเป็นวงดนตรีซึ่งใจกันว่าเครื่องดนตรีต่างๆได้รับการปรับเสียงให้เข้ากันก่อนหน้านี้แล้ว ดังที่เราอ่านพบในพันธสัญญาเดิมว่า “สรรเสริญพระเดชา ในบรรดาสิ่งสร้างสรรค์ สรรเสริญฤทธิ์มหันต์ ด้วยเสียงปี่และเสียงกลอง ทั้งเสียงฉาบและฉิ่ง อย่าหยุดนิ่งร่ายรำฉลอง ขลุ่ยพิณเปล่งทำนอง สรรเสริญซ้องสาธุการ ชโยโห่ระคึก ให้ก้องกึกจักรวาล สรรพสิ่งมีวิญญาณ สาธุการพระเจ้าเทอญฯ” (สดด.150:3-6) จะเห็นได้ว่าในหลายศาสนาบทขับร้องถือว่าเป็นการแสดงออกที่สูงส่งของมนุษย์ เสียงเป็นเครื่องมือที่สุดยอดของการสรรเสริญพระเจ้าและออร์แกนเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งถือว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับดนตรีศักดิ์สิทธิ์ “ใครก็ตามที่ชอบขับร้อง” นักบุญออกัสติน กล่าว “ผู้ที่ขับร้องได้ดีถือว่าเท่ากับการสวดเป็นสองเท่า”

บทสดุดีได้ชื่อมาจากคำว่า PSalmos ในภาษากรีกซึ่งก็แปลว่า “การดีดสาย” เพลงสดุดี คือ กวีนิพนธ์ที่ขับถวายแด่พระเจ้า บรรเลงด้วย Cithara หรือ lute (เครื่องดนตรีที่คล้ายน้ำเต้า)
ทั้งสำหรับชาวยิวและคริสตชนหนังสือเพลงสดุดีถือว่า เป็นการแสดงออกที่สมบูรณ์แบบที่สุดของการภาวนาส่วนตัวและส่วนรวม เชื่อกันว่ากษัตริย์ดาวิดเป็นผู้ประพันธ์เพลงสดุดี เพื่อแสดงออกให้พระเจ้าทรงทราบถึงความรู้สึกนึกคิดต่างๆของมนุษย์เมื่อ “ต้องสัมผัส” กับโชคร้ายหรือความสุข การเบียดเบียน ความกลัวหรือความอ่อนโยน เราสัมผัสมันด้วยประสบการณ์และด้วยความคาดหวังเมื่อเราขับร้องในคณะนักขับ เพลงสดุดีเป็นเพลงรักจากเจ้าสาวซึ่งเล่าซึ่งเล่าให้เจ้าบ่าวฟังถึงความสุขและความทุกข์ของนาง
หลายศตวรรษที่ผ่านมาและหลายๆ วัฒนธรรมทำให้เรามีรูปแบบดนตรีและบทเพลงศาสนามากมาย ในท่ามกลางบทเพลงและดนตรีเหล่านี้ บทเพลงหรือบทขับร้องเกรกอเรียนดูจะ “เหมาะสมกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แบบโรมันที่สุด” (SC.116) พระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 ทรงมีส่วนในเนื้อร้องเป็นส่วนใหญ่ เนื้อร้องนี้ได้ประยุกต์และขยายบทเพลงสดุดีด้วยพลังและความไพเราะอันเกิดจากความรู้ภายในที่ลึกซึ้ง ถือว่าต้นกำเนิดเก่าแก่มากและแผ่ขยายอย่างกว้างไกลระหว่างแม่น้ำลัวร์กับแม่น้ำไรน์ในช่วงศตวรรษที่แปดและที่เก้า หลังจากนั้นก็ได้แพร่ไปทั่วตะวันตกที่เป็นคริสต์ซึ่งในทุกวันนี้ก็ยังมีการขับร้องกันในอารามฤษีหลายแห่ง
เพื่อจะรวมสัตบุรุษเข้าในบทภาวนาบทเดียวกัน จึงมีบทเพลงอีกมากมายซึ่งพลังมาจากการดลใจจากพระคัมภีร์ และใช้ร้องกันในภาษาท้องถิ่นต่างๆ-ตัวอย่างเพลงประสานเสียงในภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ แม้ในทุกวันนี้ขับร้องและดนตรี ที่สัมพันธ์กันกับวัฒนธรรมต่างๆก็เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองทางศาสนา เป็นการถวายเกียรติที่งดงามแด่พระเจ้า และในเวลาเดียวกันก็ให้เกียรติแก่ผู้ขับร้องด้วย