^Back To Top

  • 1 1
    หลักปฏิบัติในเทศกาลมหาพรต
  • 2 2
    จำศีลอดอาหาร การอดอาหารหรืออดสิ่งจำเป็นเล็กน้อยในชีวิตก็เป็นการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องของเราที่กำลังอดอยาก ขาดอาหารบริโภค ขาดความสะดวกสบายที่จำเป็นสำหรับชีวิต ที่สำคัญที่สุด คือ อดใจไม่ทำบาป
  • 3 3
    ทำกิจเมตตา เหตุผลอีกอย่างหนึ่งของการจำศีลอดอาหารในเทศกาลมหาพรตก็เพื่อเราจะได้มีโอกาสแบ่งปันอาหารแก่ผู้ที่หิวโหย เราอดออมเงินส่วนหนึ่ง จากการซื้ออาหารหรือขนมไว้เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่มีอาหารไม่เพียงพอ การทำดังนี้ เป็นการตอบรับเสียงเรียกของพระเยซูเจ้าที่บอกเราให้เลี้ยงอาหารผู้หิวโหย เยี่ยมเยียนผู้เจ็บป่วย และปลอบโยนผู้ที่อยู่ในความโศกเศร้า
  • 4 4
    ภาวนา การภาวนามีความสำคัญยิ่งในเทศกาลมหาพรต เพราะทำให้เราได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากความจริงแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าเพื่อเรา เราจึงควรสรรเสริญสดุดีพระองค์ พระเยซูภาวนาบ่อยๆ เพราะพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า และมีความต้องการจะสัมพันธ์กับพระบิดา
  • 5 5
    เราก็เช่นกัน เราต้องภาวนาไม่ใช่เพราะมีคนอื่นบอก หรือเพราะมีกฎบังคับ เราภาวนาเพราะมีความสำนึกว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าซึ่งต้องการมีความสัมพันธ์กับพระบิดา

www.kamsonbkk.com

บทที่ 6 จะแต่งงานอายุเท่าไหร่ดี

บทที่ 6 จะแต่งงานอายุเท่าไหร่ดี


1 original    เรื่องนี้ไม่สามารถจะชี้ชัดลงไปได้ แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว เขาถือกันว่าให้บรรลุนิติภาวะเสียก่อน คือ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป    เนื่องจากการแต่งงานเป็นครอบครัว เป็นสามี-ภรรยา และต่อไปจะเป็นบิดา-มารดานั้น ต้องมีความรับผิดชอบ มีภาระสำคัญหลายประการ ภาษาชาวบ้านจึงบอกว่าต้องเป็นผู้ใหญ่เสียก่อน หรือ ถ้าหากมีความจำเป็นต้องแต่งงานกันจริงๆ ก็จะต้องมีพ่อแม่ผู้ปกครองรับรองเสมอ
    ด้วยเหตุนี้พระศาสนจักรจึงไม่แนะนำให้แต่งงานในขณะที่ยังอยู่ในวัยรุ่นหรือยังขาดวุฒิภาวะของความรับผิดชอบ    เช่น คนปัญญาอ่อน หรือ คนสติไม่ดี ส่วนคนพิการทางร่างกายมีสติสัมปชัญญะดีอยู่นั้นสามารถแต่งงานได้ แม้จะไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ก็ตาม เพราะการแต่งงานมิใช่เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์อย่างเดียว หากแต่มีเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ความรัก การดูแลกันและกัน เป็นต้น

    ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะรอให้อายุครบหรือเลยเบญจเพสไปก่อน คือเลย 25 ปีไปแล้ว     เพราะเรียนจบแล้ว มีงานการทำ มีรายได้เป็นของตนเองแล้ว เรียกว่าเป็นผู้ใหญ่พอสมควรแล้ว
    อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่ามีหนุ่ม-สาวจำนวนมากที่ยังคิดว่าไม่พร้อมที่จะแต่งงานด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ยังหาคู่ไม่เจอ ยังไม่มีเงิน ยังไม่แน่ใจขอดูกันไปก่อน ฯลฯ
    คนที่บอกว่า “ยังหาคู่ไม่เจอ” มักจะถูกย้อนถามต่อเสมอว่า “เลือกมากไปหรือเปล่า?” ความจริงก็น่าคิดเหมือนกันว่า จริงๆ แล้วเป็นอย่างเขาว่าคือเลือกมากหรือเปล่า ตั้งสเปกไว้สูงเกินไปหรือไม่ เช่น ต้องหล่อ สวย รวย ฉลาด เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ เรียบร้อย ไม่เที่ยว ไม่ปากจัด สุภาพอ่อนหวาน เป็นแม่ศรีเรือน ทำอาหารได้ ฯลฯ    ถ้าเป็นอย่างนี้คิดว่าชาตินี้อย่าแต่งงานจะดีกว่า เพราะเราจะไม่มีทางหาบุคคลที่ตรงสเปกได้อย่างแน่นอน    เพราะคนเราจะต้องมีข้อบกพร่องอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ประเภทสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์คงไม่มี ไม่ต้องดูอื่นไกล หันมาดูตัวเองก็พอ เราจะพบเห็นข้อบกพร่องของเราอยู่เหมือนกัน
    ที่สุดอยากจะบอกว่า เมื่อเราพบคนที่ดีพอจะไปด้วยกันได้ พูดกันรู้เรื่องเข้าใจกันได้ ยอมรับข้อบกพร่องของกันและกันได้ ก็น่าจะตัดสินใจได้ ที่สำคัญต้องมีความรักเป็นพื้นฐานให้ได้เท่านั้นเอง
    มีเหมือนกันที่ถามว่าทำไมถึงเลือกแต่งงานกับคนนี้...บางคนตอบแบบทีเล่นทีจริงว่า เพราะคิดว่าเป็น “รถไฟขบวนสุดท้าย”    ทำนองว่า ถ้าไม่ขึ้นรถไฟก็เป็นอันว่าตกรถอย่างแน่นอน ซึ่งลึกๆ แล้ว คงไม่ใช่ สาเหตุที่แท้จริงก็คงมาจากความรักนั่นเอง
    ส่วนคนที่บอกว่ายังไม่มีเงิน ความหมายก็คือยังขาดปัจจัยที่ใช้ในการดำรงชีวิต เช่น  คิดว่าต้องมีบ้านช่องห้องหอเสียก่อน ต้องมีทุนรอนในการดำเนินชีวิต ต้องไม่มีหนี้สิน มีเงินเก็บ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในอนาคตว่าจะไม่เดือดร้อน
    ความคิดเช่นนี้ต้องบอกว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องดีน่าชม แต่อย่างไรก็ตามต้องดูความเป็นจริงด้วยเหมือนกันว่า จะสามารถเป็นอย่างที่คิดได้มากน้อยแค่ไหน... มีคู่แต่งงานหลายคู่และน่าจะส่วนมากด้วยซ้ำไปที่แต่งงานมีครอบครัวและค่อยๆ ช่วยกันก่อร่างสร้างความมั่นคงขึ้น ช่วยกันผ่อนบ้านผ่อนรถ ช่วยกันใช้หนี้สิน จนในที่สุดก็เกิดความมั่นคง ร่ำรวยขึ้น ด้วยการช่วยกันทำมาหากิน (แต่พอดี) หาเก็บ (ออม)    ซึ่งก่อให้เกิดความรักความเข้าใจร่วมทุกข์ร่วมสุข รักกันมากขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ก็มิได้หมายความว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ    เพียงแค่ไม่เป็นไร แต่งงานแล้วไปตายเอาดาบหน้า อย่างนี้ ในสมัยนี้น่ากลัวว่าจะตายจริงๆ     จึงคิดว่าอย่าน้อยก็น่าจะมีทุนสำรองสักนิดหน่อย และอย่าไปคิดจัดงานจนเกินตัว แต่งงานเสร็จต้องตามใช้หนี้เขาอีกเยอะแยะ
    อีกเหตุผลที่บอกว่า “ยังไม่แน่ใจขอดูกันไปก่อน” คือ พอมีเค้าแล้วว่าเนื้อคู่จะมา แต่ก็ยังสองจิตสองใจ พูดง่ายๆ คือ ยังไม่แน่ใจ ความคิดที่บอกว่าดูกันไปก่อน คบกันไปก่อน อย่างนี้ถือว่าถูกต้อง ศึกษานิสัยใจคอกันไปดีๆ แต่ต้องตกลงกันแต่แรก บอกกันให้รู้ว่าคบกันเป็นเพื่อนไปก่อน ให้เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย อย่าไปให้คำมั่นสัญญาอะไรมากมาย จนกลายเป็นข้อผูกมัดให้ความหวังจนเกินไป เพราะจะทำให้ต้องเจ็บปวดทีหลัง หากไม่ได้แต่งงานกัน หรือ ที่เขาเรียกว่า “อกหักจนแหลกสลาย”
    ในประเด็นการดูใจกันนี้มิได้หมายถึง “การทดลองไปอยู่กินด้วยกัน” เพราะการไปอยู่กันด้วยกัน คือ การมีความสัมพันธ์เป็นสามี-ภรรยาก่อนแต่งงานนี้ พระศาสนจักรถือเป็นความผิดกระทำไม่ได้    การแต่งงานมันไม่ใช่การทำงานที่เขามีการ “ทดลองงาน” ถ้าไม่ผ่านการทดลองงานเขาก็จะไม่บรรจุให้ทำงาน การแต่งงานหรือชีวิตครอบครัวเป็นเรื่องความรัก ซึ่งอยู่เหนือธรรมชาติเป็นเรื่องที่พระเป็นเจ้าทรงโปรดให้เป็นไป
    อย่างไรก็ตามในเรื่องการแต่งงานนี้ เป็นสิทธิ์ของแต่ละคนว่าจะมีครอบครัวหรือไม่ บางคนเขาอาจจะเลือกอยู่เป็นโสดตลอดไปไม่แต่งงาน เขาเป็นคนดีของสังคมทำงานให้สังคมได้ อย่าไปมองว่า คนนี้แย่ขึ้นคาน    ไม่มีใครสนใจหรือผิดปกติ หลายคนชอบพูดว่า “ไม่แต่งงานก็ไปบวชซะ” ซึ่งรู้สึกว่าความคิดจะแคบไปหน่อย สำคัญ คือ จะโสด จะแต่งงาน ก็ขอให้เป็นคนดีมีศักดิ์ศรีเป็นผู้ทำให้สังคมดีขึ้น นั่นแหละสำคัญที่สุด

ค้นหา

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

คำสอนออนไลน์ ศีลศักดิ์สิทธิ์

7 Sacraments ๒๐๐๓๑๖ 0010 resize

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
10526
11924
10526
63946
390163
17123709
Your IP: 3.233.220.21
2020-04-05 22:25

สถานะการเยี่ยมชม

มี 69 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk