foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
9624
18258
93558
377312
436281
14688101
Your IP: 18.204.56.104
2019-11-22 17:44

สถานะการเยี่ยมชม

มี 94 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์


ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องหมายภาพลักษณ์ของพระเจ้า

0710male_and_female มนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นมาประกอบไปด้วย จิต / วิญญาณ (spirit) และ ร่างกาย (body)  ร่างกายของมนุษย์เป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้มนุษย์ มีสัมพันธภาพและอยู่ร่วมกับสิ่งสร้างทั้งหลายที่อยู่บนโลกของเรา เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ พระองค์ทรงเอาใจใส่อย่างเป็นพิเศษต่อร่างกายของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์ถูกสร้างให้เป็นชายและหญิง (male and female)  ในขณะเดียวกัน เขาทั้งสองได้รับการประทับตราภาพลักษณ์ของพระเจ้าในตัวของเขาทั้งสอง ในฐานะที่เขามีร่างกาย ( bears the divine image impressed in the body) ตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้น ชายและหญิงจึงมีความแตกต่างกัน ในความเป็น หรือธรรมชาติด้านสรีระ  (being a body) ที่ถูกสร้างมาจากพระเจ้า ผลที่ตามมาก็คือ ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ เขาถูกสร้างมาร่วมสัมพันธภาพ เป็นหนึ่งเดียวกันจากภาพลักษณ์ของพระเจ้าตั้งแต่ต้น การเป็นชายและหญิง ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างเพศ หรือ แบบ (form) จึงเป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ภาพลักษณ์ของพระเจ้าที่มีในธรรมชาติของการมีร่างกาย เป็นความจริงแท้ของชายและหญิงเป็นหนึ่งเดียวกันในความแตกต่างทางด้านกายภาพของสรีระ เพราะเขาทั้งสองแสดงออกถึงความรักและความสัมพันธ์ ผ่านทางร่างกายของความเป็นชายและหญิงที่มีต่อกัน ตั้งแต่เขาทั้งสองได้ถูกสร้างขึ้นมา ร่างกายจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาทั้งสองเป็นผู้ให้และผู้รับ (reciprocal) ซึ่งถือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์เราแต่ละคน ในเวลาเดียวกัน ทำให้เขาสำนึกรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของร่างกายที่เขามีและเป็น

ผลที่ตามมาก็ คือ มนุษย์มีความสำนึกรู้ ในลักษณะ “ความรู้เกี่ยวกับตนเอง” (Self-knowledge) กล่าวคือ รู้จักรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองกระทำ ดังนั้น ความรู้และการกระทำของมนุษย์จึงไม่ได้เป็นแค่ระดับสัญชาตญาณแบบสัตว์ทั้งหลาย แต่มนุษย์มีความสำนึกรู้ในแบบที่ “รู้ตัว” ว่าตนเองนั้นทำอะไรโดยผ่านทางร่างกายของตนเอง
  • พระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงมองเห็นว่า แม้ร่างกายของมนุษย์ถูกสร้างมาเป็นวัตถุสาร แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผ่านทางร่างกายมนุษย์ได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะที่เป็นบุคคล (communion personarum) ของหญิงและชาย อาจถูกมองในแค่ระดับกายภาพของสรีระเท่านั้น แต่อีกมุมหนึ่งนั้น ทำให้ความหมายของร่างกายมีคุณค่าอย่างเต็มเปี่ยม และมีค่าสูงมากกว่านั้น เมื่อหญิงและชายได้ร่วมสัมพันธภาพ เป็นหนึ่งเดียวกัน ในฐานะเป็นคู่ สามี-ภรรยา เพราะเขาทั้งสองได้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน (ปฐก. 2: 24) ด้วยเหตุนี้เอง ร่างกายของมนุษย์ชายและหญิงจึงได้ผูกพันธุ์เข้าด้วยกัน ด้วยคุณค่า ศักดิ์ศรี ของภาพลักษณ์ของพระเจ้าในการร่วมสัมพันธภาพ เป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะที่เป็นบุคคล
  • ในยุคสมัยของบรรดาปิตาจารย์ ได้มีการถกเถียงถึงประเด็นนี้อยู่เหมือนกัน  เกี่ยวกับ ภาพลักษณ์ของพระเจ้า ที่ประทับอยู่ในตัวของมนุษย์ ซึ่งมี  2 สำนัก ดังต่อไปนี้
  • 1) สำนัก ไซรีน ซึ่งประกอบไปด้วย Ireneus, Theodore of Mopsuestion, Pseude- Clements ได้อธิบายไว้ว่า “ภาพลักษณ์ของพระเจ้านั้นประทับอยู่ในทั้งสองสถานะ คือ จิต / วิญญาณ และในร่างกายของมนุษย์” เพราะมองไปยังชีวิตขององค์พระเยซูคริสตเจ้า ที่รับเอากายและบังเกิดเป็นมนุษย์โดยอำนาจของพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงเป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า ในฐานะที่เป็นมนุษย์ซึ่งถือกำเนิดมาจากพระบิดา และพระจิต  (ad imaginem)
  • 2) สำนักอเล็กซานเดรีย ซึ่งประกอบไปด้วย Clement of Alexandia, Origen ได้เน้นไปที่ “จิต”
  • ดังนั้น ภาพลักษณ์ของพระเจ้าในมนุษย์นั้น พระองค์ทรงประทับอยู่จิต / วิญญาณ เพราะมนุษย์ ดำเนินชีวิตภายใต้เงื่อนไขภาพลักษณ์ของพระเจ้า และพระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีส่วนร่วม ในจิตของพระเจ้า ดังนั้น ชีวิตฝ่ายจิต ทำให้วิญญาณของมนุษย์เหมือนกับพระเจ้า คือ ไร้ตัวตน (Immateriality) เป็นอมตะ (Indestructibility) มีอิสระ (freedom) และ สันติ สงบเงียบ (apatheia) เป็นต้น
  • ภาพลักษณ์ของพระเจ้าประทับอยู่ในจิต / วิญญาณของมนุษย์ สำนักอเล็กซานเดรีย ไม่เพียงแต่มีอิทธิพลต่อความคิดของสำนักปิตาจารย์ คาปาโดเซี่ยน (Cappadocian fathers) เท่านั้น แต่ยังตกผลึก แผ่ความคิดนี้มายังสมัยต่อๆ มา เช่น ในยุคของ นักบุญ เอากุสติน แห่งเมืองฮิปโป (St. Augustine of Hippo) มองว่า “จิต” นั้นเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ และเป็นที่ประทับอยู่ของภาพลักษณ์ของพระเจ้า ความคิดนี้ยังได้รับการถ่ายทอดมาจนถึงทุกวันนี้
  • นักบุญ โทมัส อไควนัส (St. Thomas Aquinas) ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ ประกอบไปด้วย ร่างกาย หรือการมีอำนาจเหนือสิ่งสร้างทั้งหลายเท่านั้น แต่มนุษย์เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า เพราะมนุษย์มีศักยภาพของการใช้เหตุผล และมีสติปัญญาเพื่อมุ่งไปสู่ความดีของพระเจ้าได้