^Back To Top

  • 1 1
    แนวทางปฏิบัติในเทศกาลมหาพรต
  • 2 2
    จำศีลอดอาหาร การอดอาหารหรืออดสิ่งจำเป็นเล็กน้อยในชีวิตก็เป็นการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องของเราที่กำลังอดอยาก ขาดอาหารบริโภค ขาดความสะดวกสบายที่จำเป็นสำหรับชีวิต ที่สำคัญที่สุด คือ อดใจไม่ทำบาป
  • 3 3
    ทำกิจเมตตา เหตุผลอีกอย่างหนึ่งของการจำศีลอดอาหารในเทศกาลมหาพรตก็เพื่อเราจะได้มีโอกาสแบ่งปันอาหารแก่ผู้ที่หิวโหย เราอดออมเงินส่วนหนึ่ง จากการซื้ออาหารหรือขนมไว้เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่มีอาหารไม่เพียงพอ การทำดังนี้ เป็นการตอบรับเสียงเรียกของพระเยซูเจ้าที่บอกเราให้เลี้ยงอาหารผู้หิวโหย เยี่ยมเยียนผู้เจ็บป่วย และปลอบโยนผู้ที่อยู่ในความโศกเศร้า
  • 4 4
    ภาวนา การภาวนามีความสำคัญยิ่งในเทศกาลมหาพรต เพราะทำให้เราได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากความจริงแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าเพื่อเรา เราจึงควรสรรเสริญสดุดีพระองค์ พระเยซูภาวนาบ่อยๆ เพราะพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า และมีความต้องการจะสัมพันธ์กับพระบิดา
  • 5 5
    เราก็เช่นกัน เราต้องภาวนาไม่ใช่เพราะมีคนอื่นบอก หรือเพราะมีกฎบังคับ เราภาวนาเพราะมีความสำนึกว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าซึ่งต้องการมีความสัมพันธ์กับพระบิดา

www.kamsonbkk.com

ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องหมายภาพลักษณ์ของพระเจ้า


ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องหมายภาพลักษณ์ของพระเจ้า

0710male_and_female มนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นมาประกอบไปด้วย จิต / วิญญาณ (spirit) และ ร่างกาย (body)  ร่างกายของมนุษย์เป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้มนุษย์ มีสัมพันธภาพและอยู่ร่วมกับสิ่งสร้างทั้งหลายที่อยู่บนโลกของเรา เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ พระองค์ทรงเอาใจใส่อย่างเป็นพิเศษต่อร่างกายของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์ถูกสร้างให้เป็นชายและหญิง (male and female)  ในขณะเดียวกัน เขาทั้งสองได้รับการประทับตราภาพลักษณ์ของพระเจ้าในตัวของเขาทั้งสอง ในฐานะที่เขามีร่างกาย ( bears the divine image impressed in the body) ตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้น ชายและหญิงจึงมีความแตกต่างกัน ในความเป็น หรือธรรมชาติด้านสรีระ  (being a body) ที่ถูกสร้างมาจากพระเจ้า ผลที่ตามมาก็คือ ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ เขาถูกสร้างมาร่วมสัมพันธภาพ เป็นหนึ่งเดียวกันจากภาพลักษณ์ของพระเจ้าตั้งแต่ต้น การเป็นชายและหญิง ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างเพศ หรือ แบบ (form) จึงเป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ภาพลักษณ์ของพระเจ้าที่มีในธรรมชาติของการมีร่างกาย เป็นความจริงแท้ของชายและหญิงเป็นหนึ่งเดียวกันในความแตกต่างทางด้านกายภาพของสรีระ เพราะเขาทั้งสองแสดงออกถึงความรักและความสัมพันธ์ ผ่านทางร่างกายของความเป็นชายและหญิงที่มีต่อกัน ตั้งแต่เขาทั้งสองได้ถูกสร้างขึ้นมา ร่างกายจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาทั้งสองเป็นผู้ให้และผู้รับ (reciprocal) ซึ่งถือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์เราแต่ละคน ในเวลาเดียวกัน ทำให้เขาสำนึกรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของร่างกายที่เขามีและเป็น

ผลที่ตามมาก็ คือ มนุษย์มีความสำนึกรู้ ในลักษณะ “ความรู้เกี่ยวกับตนเอง” (Self-knowledge) กล่าวคือ รู้จักรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองกระทำ ดังนั้น ความรู้และการกระทำของมนุษย์จึงไม่ได้เป็นแค่ระดับสัญชาตญาณแบบสัตว์ทั้งหลาย แต่มนุษย์มีความสำนึกรู้ในแบบที่ “รู้ตัว” ว่าตนเองนั้นทำอะไรโดยผ่านทางร่างกายของตนเอง
  • พระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงมองเห็นว่า แม้ร่างกายของมนุษย์ถูกสร้างมาเป็นวัตถุสาร แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผ่านทางร่างกายมนุษย์ได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะที่เป็นบุคคล (communion personarum) ของหญิงและชาย อาจถูกมองในแค่ระดับกายภาพของสรีระเท่านั้น แต่อีกมุมหนึ่งนั้น ทำให้ความหมายของร่างกายมีคุณค่าอย่างเต็มเปี่ยม และมีค่าสูงมากกว่านั้น เมื่อหญิงและชายได้ร่วมสัมพันธภาพ เป็นหนึ่งเดียวกัน ในฐานะเป็นคู่ สามี-ภรรยา เพราะเขาทั้งสองได้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน (ปฐก. 2: 24) ด้วยเหตุนี้เอง ร่างกายของมนุษย์ชายและหญิงจึงได้ผูกพันธุ์เข้าด้วยกัน ด้วยคุณค่า ศักดิ์ศรี ของภาพลักษณ์ของพระเจ้าในการร่วมสัมพันธภาพ เป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะที่เป็นบุคคล
  • ในยุคสมัยของบรรดาปิตาจารย์ ได้มีการถกเถียงถึงประเด็นนี้อยู่เหมือนกัน  เกี่ยวกับ ภาพลักษณ์ของพระเจ้า ที่ประทับอยู่ในตัวของมนุษย์ ซึ่งมี  2 สำนัก ดังต่อไปนี้
  • 1) สำนัก ไซรีน ซึ่งประกอบไปด้วย Ireneus, Theodore of Mopsuestion, Pseude- Clements ได้อธิบายไว้ว่า “ภาพลักษณ์ของพระเจ้านั้นประทับอยู่ในทั้งสองสถานะ คือ จิต / วิญญาณ และในร่างกายของมนุษย์” เพราะมองไปยังชีวิตขององค์พระเยซูคริสตเจ้า ที่รับเอากายและบังเกิดเป็นมนุษย์โดยอำนาจของพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงเป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า ในฐานะที่เป็นมนุษย์ซึ่งถือกำเนิดมาจากพระบิดา และพระจิต  (ad imaginem)
  • 2) สำนักอเล็กซานเดรีย ซึ่งประกอบไปด้วย Clement of Alexandia, Origen ได้เน้นไปที่ “จิต”
  • ดังนั้น ภาพลักษณ์ของพระเจ้าในมนุษย์นั้น พระองค์ทรงประทับอยู่จิต / วิญญาณ เพราะมนุษย์ ดำเนินชีวิตภายใต้เงื่อนไขภาพลักษณ์ของพระเจ้า และพระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีส่วนร่วม ในจิตของพระเจ้า ดังนั้น ชีวิตฝ่ายจิต ทำให้วิญญาณของมนุษย์เหมือนกับพระเจ้า คือ ไร้ตัวตน (Immateriality) เป็นอมตะ (Indestructibility) มีอิสระ (freedom) และ สันติ สงบเงียบ (apatheia) เป็นต้น
  • ภาพลักษณ์ของพระเจ้าประทับอยู่ในจิต / วิญญาณของมนุษย์ สำนักอเล็กซานเดรีย ไม่เพียงแต่มีอิทธิพลต่อความคิดของสำนักปิตาจารย์ คาปาโดเซี่ยน (Cappadocian fathers) เท่านั้น แต่ยังตกผลึก แผ่ความคิดนี้มายังสมัยต่อๆ มา เช่น ในยุคของ นักบุญ เอากุสติน แห่งเมืองฮิปโป (St. Augustine of Hippo) มองว่า “จิต” นั้นเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ และเป็นที่ประทับอยู่ของภาพลักษณ์ของพระเจ้า ความคิดนี้ยังได้รับการถ่ายทอดมาจนถึงทุกวันนี้
  • นักบุญ โทมัส อไควนัส (St. Thomas Aquinas) ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ ประกอบไปด้วย ร่างกาย หรือการมีอำนาจเหนือสิ่งสร้างทั้งหลายเท่านั้น แต่มนุษย์เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า เพราะมนุษย์มีศักยภาพของการใช้เหตุผล และมีสติปัญญาเพื่อมุ่งไปสู่ความดีของพระเจ้าได้

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
1280
9758
73965
405130
816522
16641497
Your IP: 3.214.224.224
2020-02-28 03:46

สถานะการเยี่ยมชม

มี 173 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk