foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
7067
14659
7067
290821
436281
14601610
Your IP: 35.170.76.39
2019-11-17 08:51

สถานะการเยี่ยมชม

มี 391 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สาส์นมหาพรต ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
โอกาสรณรงค์ในเทศกาลมหาพรต
ประจำปี ค.ศ. 2014

“แม้ทรงร่ำรวย  พระองค์ก็ยังทรงยอมกลายเป็นคนยากจนเพราะเห็นแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้ร่ำรวยเพราะความยากจนของพระองค์” (2 คร 8:9)

พี่น้องชายหญิงที่รัก

    เนื่องจากเทศกาลมหาพรตกำลังใกล้เข้ามา  ข้าพเจ้าใคร่มอบความคิดที่เป็นประโยชน์บางประการ เกี่ยวกับหนทางแห่งการกลับใจในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคลและเป็นชุมชน  ความคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากคำพูดของนักบุญเปาโลที่ว่า “ท่านรู้แล้วถึงพระกรุณาของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา แม้ทรงร่ำรวย พระองค์ก็ยังทรงยอมกลายเป็นคนยากจนเพราะเห็นแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้ร่ำรวยเพราะความยากจนของพระองค์” (2 คร 8:9)  ท่านอัครสาวกเขียนจดหมายถึงพี่น้องคริสตชนที่เมืองโครินธ์ ตักเตือนพวกเขาให้มีใจกว้างในการช่วยเหลือสัตบุรุษที่อยู่ในนครเยรูซาเล็ม ซึ่งต้องการความช่วยเหลือในสิ่งจำเป็น คำพูดดังกล่าวของท่านนักบุญเปาโลมีความหมายอะไรบ้างสำหรับเราพี่น้องคริสตชนในวันนี้?  การเชื้อเชิญให้ถือความยากจน หรือชีวิตความยากจนแห่งพระวรสาร มีความหมายอะไรบ้างสำหรับเราในปัจจุบัน?

พระหรรษทานของพระคริสตเจ้า
    ก่อนอื่นพระเจ้าแสดงให้เราเห็นว่าพระองค์กำลังทำงาน  พระองค์มิได้แสดงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงมีอำนาจและความร่ำรวยของโลก แต่ให้เราเห็นพระองค์ในความอ่อนแอและความยากจน “แม้ทรงร่ำรวยพระองค์ก็ยังทรงยอมกลายเป็นคนยากจนเพราะเห็นแก่ท่าน...”  พระคริสตเจ้าพระบุตรนิรันดร์ของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาทั้งในอำนาจและพระสิริมงคล ทรงเลือกที่จะเป็นคนยากจน  พระองค์ทรงเสด็จมาประทับท่ามกลางเราและทรงอยู่เคียงข้างเรา พระองค์ทรงสลัดทิ้งพระสิริมงคลของพระองค์ออกไปและทรงทำตนเป็นผู้ว่างเปล่า เพื่อที่พระองค์จะได้เป็นเสมือนเราในทุกสิ่ง (เทียบ ฟบ 2:7 ;  ฮบ 4:15)  การที่พระเจ้าเสด็จมารับเอากายเป็นมนุษย์นั้นเป็นรหัสธรรมยิ่งใหญ่  เหตุผลสำคัญที่ทำเช่นนี้เป็นเพราะความรักของพระองค์  ความรักที่เป็นพระหรรษทาน ความใจกว้าง ความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้เรา  ความรักที่ไม่รีรอในการมอบตนเองเป็นเครื่องบูชาสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงรัก  รักคือการแบ่งปันทุกสิ่งกับผู้ที่เรารัก  ความรักทำให้เราคล้ายคลึงกับผู้ที่เรารัก  ความรักสร้างความเท่าเทียมกัน  ทำลายกำแพงขวางกั้นและร่นระยะทางจากไกลเป็นใกล้ พระเจ้าทรงกระทำสิ่งที่ว่ามานี้กับเรา พระเยซูทรงทำงานด้วยพระหัตถ์มนุษย์  ทรงคิดด้วยสติปัญญามนุษย์  ทรงกระทำเยี่ยงมนุษย์  และทรงรักด้วยหัวใจของมนุษย์  ทรงบังเกิดจากพระมารดาพรหมจารี พระองค์ทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกับเรา เหมือนกับเราในทุกสิ่ง ยกเว้นบาป (Gaudium et Spes, 22) 
    อาศัยการทำให้ตนเองเป็นคนยากจน  พระองค์มิได้ทรงเลือกความยากจนเพื่อพระองค์เอง  แต่ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ “อาศัยความยากจนของพระองค์ ท่านจะได้กลายเป็นคนร่ำรวย”  นี่มิใช่เป็นคำพูดเล่นๆหรือเป็นคำภาษิต  ตรงข้าม เป็นการสรุปแนวความคิดของพระเจ้า  แนวความคิดแห่งความรัก  แนวความคิดแห่งการประสูติและไม้กางเขน  พระเจ้ามิได้ทรงทำให้ความรอดของเราหลุดไปจากสวรรค์ เหมือนบางคนที่ให้ทานจากการเหลือกินเหลือใช้เพราะใจศรัทธาหรือเห็นอกเห็นใจผู้อื่น    ความรักของพระคริสตเจ้าไม่เหมือนกัน!
ตอนที่พระเยซูก้าวลงสู่แม่น้ำจอร์แดนและได้รับศีลน้ำจากยอห์น บัปติสต์  พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะพระองค์เป็นทุกข์เสียใจ หรือต้องการกลับใจ พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นเพื่อพระองค์จะได้อยู่กับพวกเราคนบาปที่จำเป็นต้องได้รับการอภัยและเพื่อพระองค์จะได้แบกความบาปของเราไว้บนบ่าของพระองค์  ทรงปรารถนาที่จะช่วยเราให้รอดด้วยวิธีนี้ เพื่อจะช่วยเราให้เป็นอิสระจากความน่าเวทนา ไม่ใช่จากความร่ำรวยแต่จากความยากจนของพระองค์  แต่นักบุญเปาโลทราบดีถึง “ความมั่งคั่งอันหาที่เปรียบมิได้ของพระคริสตเจ้า” (อฟ 3:8) และการที่พระองค์ทรงเป็น “ทายาทของทุกสิ่ง” (ฮบ 1:2)
    ดังนั้น ความยากจนที่พระคริสตเจ้าทรงทำให้เราเป็นอิสระและร่ำรวยนั้นคืออะไร?  พระองค์ทรงรักเราเพราะเราเป็นคนยากจนเป็นวิธีที่พระองค์ทรงเป็นเพื่อนบ้านเรา เหมือนกับชาวสะมาเรียผู้ใจดีที่เป็นเพื่อนบ้านกับคนที่ถูกตีเกือบตายข้างถนน (เทียบ ลก 10: 25)  สิ่งที่ให้เสรีภาพ  ความรอด  และความสุขที่แท้จริงคือความเห็นอกเห็นใจ  ความมีใจอ่อนโยน  และความเอื้ออาทรแห่งความรักของพระองค์  ความยากจนของพระคริสตเจ้าที่ทำให้เราร่ำรวยคือการที่พระองค์เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์  แบกรับความอ่อนแอและความบาปของเรา  เป็นการแสดงออกซึ่งความเมตตาอันหาที่เปรียบมิได้ของพระเจ้าต่อเรา  ความยากจนของพระคริสตเจ้าเป็นสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ความมั่งคั่งของพระเยซูคือความไว้วางใจอันหาขอบเขตมิได้ของพระองค์ต่อพระบิดา  ความปรารถนาของพระองค์แต่ประการเดียวคือ  การปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระบิดาและมอบพระสิริมงคลแด่พระองค์  พระเยซูเจ้าทรงร่ำรวยในทำนองเดียวกันกับเด็กคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตนได้รับความรัก  และได้รักบิดามารดาของตนโดยไม่มีความสงสัยใดเลย  ในความรักและความอ่อนโยนของบิดามารดาแม้แต่ชั่วขณะเดียว  ความร่ำรวยของพระเยซูเจ้าอยู่ที่พระองค์ทรงเป็นพระบุตร ความสัมพันธ์ที่มีลักษณะเฉพาะกับพระบิดาคืออภิสิทธิ์สูงสุดของพระเมสสิยาห์ซึ่งเป็นผู้ยากจน  เมื่อพระเยซูทรงขอร้องเราให้แบก “ภาระซึ่งเป็นของง่าย”  พระองค์ทรงขอให้เรารับความร่ำรวยโดยอาศัย “ความยากจนที่ทำให้ร่ำรวย”  และ “ความร่ำรวยที่อยู่ในสภาพจน” ของพระองค์  เพื่อพระองค์จะทรงแบ่งปันจิตตารมณ์แห่งความเป็นบุตรและความเป็นมิตรของพระองค์  ทำให้พวกเรากลายเป็นบุตรและธิดาในองค์พระบุตร  และเป็นพี่น้องกันในพระเชษฐาที่ทรงบังเกิดเป็นบุตรคนแรก (เทียบ รม 8:  29)
    มีผู้กล่าวว่าสิ่งที่น่าเสียดายจริงๆอย่างหนึ่งคือการที่เราไม่ได้เป็นนักบุญ (L. Bloy)  เราอาจกล่าวได้ด้วยว่า  มีความยากจนอยู่เพียงประการเดียว  คือการที่เราไม่ได้ดำเนินชีวิตในฐานะเป็นลูกรักของพระเจ้าและไม่ได้เป็นพี่เป็นน้องกันของพระคริสตเจ้า

การเป็นประจักษ์พยานของเรา
    เราอาจคิดว่า หนทางแห่งความยากจนนี้เป็นหนทางของพระเยซูเจ้า  แต่สำหรับเราที่มีชีวิตหลังยุคของพระองค์สามารถช่วยโลกได้  ด้วยทรัพยากรมนุษย์ที่เหมาะสม  มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นทุกครั้งและทุกหนทุกแห่งพระเจ้ายังทรงช่วยมนุษย์และโลกให้รอดต่อไปโดยอาศัยความยากจนของพระคริสตเจ้า   ผู้ที่ทรงทำให้พระองค์ยากจนในศีลศักดิ์สิทธิ์  ในพระวาจา  และในพระศาสนจักรของพระองค์จึงเป็นประชากรยากจน  ความร่ำรวยของพระเจ้ามิได้ผ่านมาจากความร่ำรวยของเรา  แต่ด้วยวิธีต่างๆ ที่จำเพาะเจาะจง อาศัยความยากจนทั้งเป็นการส่วนตัวและเป็นหมู่คณะที่ได้รับการชำระล้างแล้วด้วยพระจิตของพระคริสตเจ้าเพื่อจะปฏิบัติตามแบบฉบับของพระอาจารย์ เราคริสตชนถูกเรียกร้องให้ต้องเผชิญกับความยากจนแห่งบรรดาพี่น้องชายหญิงของเรา เราต้องสัมผัสและทำให้มันเป็นความยากจนของเราเองและหามาตรการที่เหมาะสม  เพื่อแบ่งเบาความยากจนดังกล่าวให้เบาบางลง  การสิ้นหวังไม่เหมือนกับความยากจน  การสิ้นหวังเป็นความยากจนที่ปราศจากซึ่งความเชื่อ ปราศจากซึ่งความช่วยเหลือและปราศจากซึ่งความหวัง  มีความสิ้นหวังอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือสิ้นหวังด้านวัตถุ ด้านศีลธรรม และด้านจิตวิญญาณ  ความสิ้นหวังด้านวัตถุคือสิ่งที่ปกติทั่วไปเรียกว่าความยากจน มันมีผลร้ายสำหรับผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในสภาพที่ขัดแย้งกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  เป็นผู้ที่ขาดซึ่งสิทธิและสิ่งจำเป็น เช่น อาหาร น้ำ สุขภาพอนามัย การทำงาน และโอกาสที่จะพัฒนาหรือเจริญเติบโตขึ้นในวัฒนธรรมที่ดี  เพื่อเป็นการเยียวยาความสิ้นหวังดังกล่าว  พระศาสนจักรเสนอตนเองเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเหล่านั้น  และเพื่อเยียวยารักษาบาดแผลที่ทำให้ผู้คนขาดความเป็นมนุษย์  เราเห็นพระพักตร์ของพระเยซูในคนจนและผู้ที่อยู่นอกกรอบสังคม  อาศัยความรักและความช่วยเหลือคนจน เราก็รักและรับใช้พระคริสตเจ้า  เรายังพยายามที่จะมุ่งหน้าขจัดการใช้ความรุนแรงที่ขัดต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  การแบ่งแยกผิวหรือชนชั้นวรรณะ  และการเอารัดเอาเปรียบต่างๆ ในโลก  เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้มักเป็นเหตุของการสิ้นหวัง  เมื่ออำนาจ ความฟุ่มเฟือย และเงินตรากลายเป็นพระเท็จเทียม  พระเท็จเทียมก็สำคัญกว่าความจำเป็นที่จะต้องแจกจ่ายทรัพยากรที่เท่าเทียมกัน  เราจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนมมโนธรรมให้มุ่งไปสู่ความยุติธรรม  ความเท่าเทียมกัน การดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย  และการแบ่งปันซึ่งกันและกัน
    ที่น่าเป็นห่วงไม่น้อยไปกว่านี้คือความสิ้นหวังในด้านศีลธรรม ซึ่งได้แก่การตกเป็นทาสของพยศชั่วและบาป ครอบครัวจะเจ็บปวดสักเท่าใดหากมีสมาชิกคนใดในครอบครัว ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเยาวชน  ที่ตกเป็นทาสของสุรา ของมึนเมา การพนัน หรือภาพโป๊  มีสักกี่คนที่มองไม่เห็นความหมายของชีวิตหรือมองไม่เห็นอนาคต  มีกี่คนที่หมดหวัง  และมีกี่คนที่ตกอยู่ในภาวะนี้เนื่องจากสภาพอันไม่เป็นธรรมของสังคม หรือการตกงานซึ่งทำให้เขาหมดศักดิ์ศรีในฐานะที่เป็นคนเลี้ยงดูครอบครัว เพราะเข้าไม่ถึงการศึกษาและการรักษาพยาบาลในกรณีดังกล่าวการสิ้นหวังเช่นนั้นถือได้ว่าเป็นการตายทั้งเป็น ความสิ้นหวังประเภทนี้  หมายถึงการสิ้นเนื้อประดาตัวซึ่งมีการเชื่อมโยงกับการสิ้นหวัง
ฝ่ายจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเราจะได้รับประสบการณ์หากเราหันเหไปจากพระเจ้าและปฏิเสธความรักของพระองค์ หากเราคิดว่าเราไม่ต้องการพระองค์ ซึ่งเอื้อมพระหัตถ์มายังเราโดยอาศัยพระคริสตเจ้า เพราะเราเชื่อว่าเราสามารถเอาตัวรอดได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร เรากำลังพลาดอีกแล้ว มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยเราให้รอดและเป็นไทได้อย่างแท้จริง
พระวรสารเป็นยาแก้การสิ้นหวังฝ่ายจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะไปที่ไหนเราได้ชื่อว่าเป็นคริสตชนที่จะต้องประกาศข่าวดีว่า  การอภัยบาปที่เรากระทำไปนั้นเป็นไปได้ พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าความบาปของเรา พระองค์ทรงรักเราตลอดเวลา และเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจะได้มีชีวิตนิรันดรกับพระองค์ พระเจ้าทรงต้องการให้เราเป็นผู้นำสาส์นแห่งพระเมตตาและความหวังนี้ด้วยความร่าเริง   หัวใจเราจะเป็นสุขอย่างยิ่งที่จะได้ประกาศข่าวดีนี้ซึ่งนำความสุขมายังหัวใจของเรา เมื่อเราแบ่งปันขุมทรัพย์ที่เราได้รับมา ให้ความบรรเทาใจกับคนที่เป็นทุกข์และมอบความหวังแก่บรรดาพี่น้องชายหญิงของเรา ที่กำลังประสบความบอดมืด  สิ่งเหล่านี้หมายถึงการติดตามและเลียนแบบฉบับของพระเยซูเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคนยากจนและคนบาปดุจนายชุมพาบาลซึ่งกำลังแสวงหาแกะที่หายไปพร้อมกับพระเยซูเจ้าเราสามารถเปิดหนทางใหม่แห่งการประกาศพระวรสารและส่งเสริมศักดิ์ศรีมนุษย์
พี่น้องชายหญิงที่รัก  ขอให้เทศกาลมหาพรตนี้ทำให้พระศาสนจักรทั้งมวล  มีความพร้อมที่จะเป็นประจักษ์พยานต่อสาส์นของพระวรสารแห่งความรักความเมตตาของพระบิดาที่มีต่อทุกคน   ซึ่งกำลังมีชีวิตอยู่ในความสิ้นหวัง  ไม่ว่าจะทางวัตถุ ทางศีลธรรม หรือทางจิตวิญญาณ  พระบิดาจะทรงคอยอ้าพระหัตถ์ต้อนรับทุกคนโดยทางพระคริสตเจ้า เราสามารถทำสิ่งนี้ได้โดยการเลียนแบบฉบับของพระเยซูเจ้า  ผู้ทรงกลายเป็นคนยากจนและถูกทำให้ร่ำรวยจากความยากจน  มหาพรตเป็นเวลาที่ดีสำหรับการปฏิเสธตนเอง  เป็นการดีมากหากเราจะถามตัวเองว่า  เราจะเลิกอะไรได้บ้างเพื่อช่วยและทำให้คนอื่นร่ำรวยขึ้นอาศัยความยากจนของเรา  เราต้องไม่ลืมว่าความยากจนแท้จริงนั้นทำให้เราเจ็บตัวเสมอ  ไม่มีการปฏิเสธตนอันใดจะเป็นของแท้  หากขาดซึ่งมิติแห่งการใช้โทษบาป  ข้าพเจ้าข้องใจกับความรักที่ไม่มีราคาค่างวดและไม่ต้องเสียสละ
ขอให้พระจิตเจ้า อาศัยพระองค์ เรา “เหมือนกับเป็นคนยากจน แต่เราก็ทำให้คนอื่นจำนวนมากมั่งมี เหมือนกับคนที่ไม่มีอะไรเลย แต่เราก็มีทุกอย่าง” (2 คร 6:10) ขอให้พระองค์ทรงช่วยเราให้ยึดมั่นในความตั้งใจ เพิ่มความห่วงใยและความรับผิดชอบของเราในความสิ้นหวังของมนุษย์  เพื่อจะได้สามารถเป็นผู้ที่มีเมตตาและกระทำการด้วยใจกว้าง  เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความหวังนี้   ข้าพเจ้าขอภาวนาให้สัตบุรุษแต่ละท่านในทุกชุมชนได้โปรดใช้เวลาในเทศกาลมหาพรตนี้อย่างดี ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่านได้ภาวนาสำหรับข้าพเจ้าด้วย  ขอให้พระเจ้าอวยพรท่าน และขอให้พระมารดาคุ้มครองท่านด้วย

                                           จากนครรัฐวาติกัน  วันที่ 26 ธันวาคม 2013
                                           วันฉลองนักบุญสเตเฟน
                                                                        สังฆานุกรและมรณสักขีองค์แรก

                                                                   ขอบคุณที่มา : อุดมสารรายสัปดาห์