foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
4303
17784
22087
305841
436281
14616630
Your IP: 35.170.76.39
2019-11-18 08:53

สถานะการเยี่ยมชม

มี 301 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

การมหัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำ

029

พันธกิจแรกของพระเยซูมีอิทธิพลต่อผู้คนอย่างยิ่ง “คนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจ ด้วยการสอนของพระองค์ เพราะคำสอนของพระองค์ประกอบด้วยอำนาจ” (ลูกา 4:32) การอัศจรรย์ของพระเยซูดึงดูดประชาชนให้เข้าใกล้พระองค์ ในพระวรสารทั้ง 4 เล่ม มีเรื่องการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำมากมาย สำหรับคนในยุคปัจจุบันคงจะสงสัยเรื่องการอัศจรรย์พวกเขามักจะไม่เชื่อเรื่องเหล่านั้น แต่การอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในสมัยนั้นรู้เห็นเป็นพยาน เป็นสิ่งที่ผูกพันอยู่ในชีวิตของพวกเขาอย่างลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นการอัศจรรย์กับชีวิตพระเยซูจึงเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ เมื่อพระเยซูทรงทำอัศจรรย์ครั้งแรก ชาวกาลิลีหมู่หนึ่งเห็นและเชื่อในพระองค์ (มาระโก1:45) แต่เมื่อบรรดาผู้ที่ต่อต้านพระองค์เห็นการอัศจรรย์พวกเขาบอกว่า “เขาขับผีออกได้ก็เพราะใช้อำนาจผีนั้น” (มาระโก 3:22) และในที่สุดเมื่อพระเยซูทรงตัดสินประหารชีวิต พวกผู้ใหญ่ของเมืองก็พูดว่า “ชายผู้นี้ทำสิ่งที่เป็นหมายสำคัญ (การอัศจรรย์) หลายประการ” (ยอห์น 11: 47) และเรื่องนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการประหารชีวิตพระองค์ด้วย เพื่อให้เข้าใจความหมายของการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงกระทำ เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าการการอัศจรรย์เหล่านั้นเป็น “หมายสำคัญ” เป็นเหมือนสายฟ้าที่แลบไปในพริบตาท่ามกลางความมืดของเวลาดึก การอัศจรรย์คือหมายสำคัญ ที่พระเจ้าผู้บันดาลชีวิตทรงแสดงให้เห็นในพริบตาเดียวว่าทรงเป็นผู้อยู่เหนือความตาย โรคร้าย หรือความทุกข์ยากต่างๆ ซึ่งเป็นสัญญาณของความตาย และเป็นหมายสำคัญ ที่ทรงให้เราเห็นว่าพระองค์ทรงฟังคำพูดของมนุษย์และอยู่กับพวกเราเสมอ

    การอัศจรรย์ของพระเยซูคือหมายสำคัญที่แสดงว่าแผ่นดินของพระเจ้ามาถึงแล้วและเวลานั้นความชั่วร้ายต่างๆ จะถูกทำลายสิ้นไป ทรงเชื้อเชิญมนุษย์ให้ปล่อยวางทุกอย่างไว้กับพระเจ้า ด้วยความไว้วางใจจนหมดสิ้น โดยไม่มีขอบเขตจำกัด ตามธรรมดา หมายสำคัญมักจะแสดงหรือมีความหมายบางอย่างแฝงอยู่ การอัศจรรย์ก็แสดงถึงบางอย่างที่ล้ำลึกกว่าอัศจรรย์ที่ตาเห็นเช่นกัน คนเป็นโรคที่พระเยซูทรงรักษาให้หายขณะนั้นอาจกลับเป็นโรคและอาจเสียชีวิตในภายหลัง คนที่กินขนมปังซึ่งพระองค์ทรงเสกเพิ่มเติมทวีคูณจะรู้สึกหิวอีกในวันรุ่งขึ้น คนที่พระเยซูทรงให้เขากลับคืนชีพ ได้รับการยืดเวลาให้มีชีวิตอยู่ต่อในโลกนี้ระยะหนึ่งแล้วก็จะเสียชีวิตไปเช่นกัน ถ้าการอัศจรรย์นั้นก็จะไม่สามารถช่วยคลี่คลายรากของปัญหาที่อยู่ในชีวิตมนุษย์ได้ ถ้าเราเข้าใจว่าการอัศจรรย์เป็นหมายสำคัญ การอัศจรรย์ก็จะเป็นหนทางที่นำเราให้แก้ปมรากของปัญหาที่อยู่ในชีวิตมนุษย์ได้ การอัศจรรย์เป็นหมายสำคัญที่ทำให้มนุษย์ไว้วางใจ พระวาจาของพระเจ้าที่ตรัสว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิตอีก” (ยอห์น 11:25) ผู้ที่เชื่อพระวาจาของพระเจ้าตามที่พระเยซูประกาศจะรอดพ้นจากความมืดของบาปและความตาย และเขาจะมีชีวิต การมีชีวิตที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงว่าชีวิตในโลกนี้จะได้รับการต่อเวลาให้ยืดยาวกว่าเดิม แต่หมายถึงการมีชีวิตอยู่กับพระเจ้าตลอดนิรันดร แต่ถ้าพระเจ้าทรงทำอัศจรรย์ทุกวันมนุษย์ก็จะแสวงหาพระเจ้า เพื่อผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น คนที่คิดอย่างนี้จะเสียชีวิตนิรันดร เพราะว่าการใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นๆ ด้วยความรักเท่านั้นที่นำมนุษย์ไปสู่ชีวิตนิรันดรได้ เพราะฉะนั้นเมื่อพระเยซูทรงทำอัศจรรย์ทวีขนมปังขึ้น และฝูงชนต้องการให้พระองค์ทรงทำอัศจรรย์อีกหลายต่อหลายครั้ง พระเยซูจึงตรัสเตือนพวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายตามหาเรามิใช่เพราะได้เห็นหมายสำคัญ แต่เพราะได้กินขนมปังอิ่ม” (ยอห์น 6:26)
    พระเยซูทรงปรารถนาให้มนุษย์เชื่อในความรักของพระเจ้า เมื่อมนุษย์เห็นการอัศจรรย์ที่เป็นหมายสำคัญ พระองค์ทรงปรารถนาให้มนุษย์เห็นการอัศจรรย์ที่เป็นหมายสำคัญ พระองค์ทรงปรารถนาให้มนุษย์เชื่อว่าการทรงปรากฏพระองค์ในโลกนี้ หมายถึงว่าแผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงพร้อมกับพระองค์แล้ว พระองค์ทรงปรารถนาให้มนุษย์เข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้ากับพระองค์โดยความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก ให้เข้าสู่ชีวิตนิรันดรกับความรักของพระเจ้าที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฝูงชนที่ต้องการอาหารเพียงเพื่ออิ่มท้องไม่พอใจที่พระเยซูไม่ทรงทำอัศจรรย์ เช่น การเสกเพิ่มจำนวนขนมปัง ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงสามารถทำอัศจรรย์เช่นนั้นได้ และในที่สุดเมื่อพวกเขาเห็นว่าพระองค์ไม่ทรงมีประโยชน์อะไรอีกแล้ว ก็พากันละทิ้งพระองค์ไป (ยอห์น 6:60-66) พวกผู้มีอำนาจที่ไม่พอใจพระองค์อยู่แล้ว เกลียดชังพระองค์มากขึ้น ประชาชนก็แยกตัวจากพระองค์ ในที่สุดจึงทรงเหลือเพียงพวกศิษย์จำนวนน้อยที่ติดตามพระองค์ไป