facebook
^Back To Top

  • 1 1
    แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ได้จัด “แสวงบุญแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ณ ประเทศอิสราเอล” ระหว่างวันที่ 7 - 14 กันยายน 2019 ทำให้พ่อมีโอกาสร่วมเดินทางกับ พระคุณเจ้าสิริพงษ์ จรัสศรี คุณพ่อพงศ์เทพ ประมวลพร้อม คุณพ่อทัศมะ กิจประยูร ผู้จัดการแผนกคริสตศาสนธรรมกรุงเทพ พร้อมกับคณะครูคำสอน พี่น้องสัตบุรุษ และคุณนวลฉวี คู่วิรัตน์ รวม 54 คน ร่วมเดินทางไปด้วยกัน
  • 2 2
    เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2019 ณ ห้องประชุม ตึกนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ได้มอบเกียรติบัตรให้กับคณะกรรมการจัดทำหลักสูตรและแบบเรียนวิชาคริสต์ศาสนา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 23 ท่าน และปิชอบ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ได้มอบของที่ระลึกแด่คณะกรรมการจัดทำหลักสูตรฯ ด้วย ในงานประชุมใหญ่สามัญผู้บริหาร ปีการศึกษา 2652 ครั้งที่ 1 ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการทำให้หนังสือคริสต์ศาสนาสำเร็จ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือชุดนี้จะมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนวิชาคริสต์ศาสนาในโรงเรียนคาทอลิกของเรา
  • 3 3
    เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2019 ทางแผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ได้ปิดคอร์สอบรมพระคัมภีร์วันเสาร์ ปีที่ 30 ซึ่งได้เริ่มต้นเรียนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2019 รวม 10 ครั้ง ตั้งแต่เวลา 9.00 - 12.00 น. ในหัวข้อหนังสือเพลงสดุดีและสุภาษิต โดยมีคุณพ่อพงศ์เทพ ประมวลพร้อม เป็นวิทยาการให้การอบรม ซึ่งในปีนี้มีผู้ลงทะเบียนจำนวน 74 คน และในวันปิดคอร์ส ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ เพื่อขอบคุณพระเป็นเจ้า และรับวุฒิบัตรจากคุณพ่อพงศ์เทพ ประมวลพร้อม
  • 4 4
    ระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม 2019 แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ จัดประชุมครูผู้ประสานงานคำสอนในโรงเรียน (สังฆมณฑล นักบวช ฆราวาส) ขึ้น ณ บ้านผู้หว่าน สามพราน มีคุณครูเข้าร่วม 63 คน จากโรงเรียนของสังฆมณฑล 21 แห่ง โรงเรียนของนักบวช 16 แห่ง โรงเรียนฆรวาส 1 แห่ง และนักศึกษาชั้นปี 4 วิทยาลัยแสงธรรม
  • 5 5
    คำสอนไปรษณีย์ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจศึกษาคำสอนของศาสนาคริสต์ คาทอลิก 1. เพื่อเข้าใจในคำสอนของพระเยซูเจ้า และคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก 2. ผู้ที่ต้องการรู้จักและใกล้ชิดกับพระเจ้าให้มากขึ้น 3. ผู้ที่ต้องการแสวงหาพระเจ้าในชีวิต 4. ผู้ที่ต้องการเพิ่มพูนความศรัทธา 5. ผู้ที่ต้องการกำลังใจ 6. ผู้ที่ต้องการสันติสุขในการดำรงชีวิต

  
  
  

ความเชื่อ และความหวังใจของชนชาติอิสราเอล

บทที่  ๑  พระเยซูผู้ที่เราเรียกว่าพระคริสต์
ความเชื่อ  และความหวังใจของชนชาติอิสราเอล
    พระเยซูทรงบังเกิดจากหญิงคนหนึ่งชื่อมารีย์  ซึ่งเป็นชาวเมืองนาซาเร็ธแห่งแคว้นกาลิลี  ทรงมีชีวิตในดินแดนแห่งหนึ่ง  ซึ่งปัจจุบันนี้ยังคงเป็นดินแดนของประเทศอิสราเอล  และในเวลานั้นผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่นส่วนมากก็เป็นชนชาติอิสราเอลเช่นเดียวกัน  เพียงแต่ในเวลานั้นประเทศอิสราเอลรวมทั้งประเทศอื่นๆในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนต่างก็ตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของจักรวรรดิโรมัน  คนโรมันประหลาดใจที่เห็นว่าศาสนาของชนชาติอิสราเอลไม่เหมือนกับศาสนาใดๆ  ที่ผู้คนในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนับถือ  ชนชาติอื่นๆ  มีเทพเจ้ามากมายหลายองค์ให้นับถือบูชา  และเทพแต่ละองค์ก็มีเรื่องราวเล่าขานกันมากมาย  ลัทธิความเชื่อบางอย่างก็กล่าวถึงเทพเจ้าที่ดูเหลวไหลไม่ชวนเชื่อตามหลักวิชาปรัชญา  แต่พระเจ้าที่คนอิสราเอลสักการบูชากลับต่างไปจากบรรดาพระเจ้าของชนชาติเหล่านั้น

    พระเจ้าของอิสราเอลเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียว  เป็นพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิต  ทรงสรรพานุภาพและเนรมิตสร้างทุกสิ่งทุกย่าง  และทรงให้ชีวิตแก่สรรพสิ่งในโลกนี้ด้วยฤทธานุภาพของพระองค์  และเพราะความเชื่อที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถจินตนาการพระลักษณะของพระเจ้าได้อย่างครบถ้วน  คนอิสราเอลจึงไม่แกะสลัก  หรือทำรูปเหมือนพระเจ้าแต่อย่างใดเลย  แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็เชื่อว่ามนุษย์มีความสัมพันธ์พูดคุยสนิทสนมกับพระองค์ได้เหมือนพ่อกับลูก  พระเจ้าองค์นี้ปรารถนาให้มนุษย์เชื่อฟังและทำให้โลกซึ่งพระเจ้าทรงสร้างและทรงเห็นว่าดีนั้นมีมลทิน ไม่ว่าจะเป็นด้วยความเกลียดชังกัน  การต่อสู้ ตลอดจนความไม่ยุติธรรม พระพิโรธของพระองค์ก็จะพลุ่งขึ้นเหมือนไฟ  และคนบาปทั้งหลายไม่อาจหนีรอดจากการลงโทษของพระองค์ได้  แต่เมื่อไรก็ตามที่เขากลับใจ  พระเจ้าทรงเมตตาให้อภัยบาปพวกเขาเสมอ  คนอิสราเอลประกาศด้วยความมั่นใจว่า  พระเจ้าตรัสและสำแดงพระองค์แก่บรรพบุรุษของพวกเขา  คือ  อับราฮัม  และทรงให้โมเสสเป็นผู้นำช่วยเหลือคนอิสราเอลให้พ้นจากความยากลำบากในอียิปต์  และทรงตั้งพันธสัญญาไว้กับคนอิสราเอลด้วย  พระองค์ทรงสัญญาว่าจะเป็นพระเจ้าของอิสราเอล  และจะทรงสั่งสอนคนอิสราเอลให้เป็นชนชาติของพระเจ้า  พระเจ้าตรัสกับประกาศกอิสยาห์  เยเรมีย์  เอเสเคียล ทรงสั่งว่า  “เจ้าต้องบริสุทธิ์  เพราะเราบริสุทธิ์ 
    พระเจ้าตรัสกับอิสราเอลผ่านทางโมเสส  รวมทั้งพวกประกาศกเสมอ  ยิ่งกว่านั้น  พระเจ้าทรงสัญญาผ่านปากของพวกประกาศกด้วยว่าจะมีวาระที่การทำพันธสัญญาใหม่  ซึ่งจะประเสริฐกว่าพันธสัญญาที่พระองค์เคยทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา  เพราะพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อจริงใจ  ดังนั้นพระองค์จะทรงรักษาและทำตามคำสัญญาของพระองค์อย่างแน่นอน  และในวาระแห่งการกระทำ  พันธสัญญาใหม่พระเจ้าจะทรงบรรจุธรรมบัญญัติของพระองค์ไว้ในใจของเขาทั้งหลาย  (เยเรมีย์  ๓๑:๓๑ - ๓๓)  และพระองค์ตรัสว่าจะทรงบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า  (เอเสเคียล  ๓๖:๒๗)  รวมทั้งทรงสัญญาด้วยว่าจะมีผู้หนึ่งที่พระองค์ทรงเลือกเป็นพิเศษ  และท่านผู้นั้นจะเป็นพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้ากับมนุษย์  (อิสยาห์  ๔๒:๖)  ผู้ทรงเสียสละชีวิตของท่านเองช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากบาป  (อิสยาห์  ๕๒:๑๓ - ๕๓:๑๒)  และจะเป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติด้วย  (อิสยาห์  ๔๒:๖)
    ในที่สุดเมื่อวาระที่พระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ก็มาถึง  (อิสยาห์  ๖๕:๑๗)  วิญญาณจิตของมนุษย์ก็จะกลับไปอยู่กับพระเจ้าและชีวิตมนุษย์ก็จะเป็นนิรันดร์   เพราะพระเจ้าไม่ทรงปรารถนาจะเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงให้ชีวิตพินาศหรือตาย  ทรงปรารถนาให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีชีวิตตลอดกาลทั้งหมดนี้คือความเชื่อของคนอิสราเอล  สำหรับพวกเขาพระเจ้าพระองค์นั้นที่มองไม่เห็นด้วยตามนุษย์คือ ผู้ทรงฤทธิ์อำนาจและมีพลังสูงสุดเพียงพระองค์เดียว  พระเจ้าของอิสราเอลทรงเป็นพระเจ้ามหัศจรรย์นอกจากจะทรงยิ่งใหญ่เกินจินตนาการของมนุษย์แล้วพระองค์ยังทรงรักมนุษย์มากที่สุดด้วย    
    ในปัจจุบันนี้มีคนไม่น้อยที่คิดว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างพระเจ้าขึ้นตามจินตนาการของตนจริงๆ  แล้วพระคัมภีร์นับแต่เล่มแรกคือ  ปฐมกาลบอกเราว่าพระเจ้าต่างหาก  ที่ทรงสร้างมนุษย์ตามฉายา ตามอย่างของพระองค์  (ปฐมกาล  ๑:๒๖)  ใช่ไหมครับ  เพราะเหตุนี้เองลึกลงไปในจิตวิญญาณของทุกคนจึงมีเปลวไฟแห่งปัญญาที่จะแสวงหาความจริงนี้ได้  เพราะเหตุนี้เองในจิตวิญญาณของทุกคนจะได้ยินเสียงหนึ่งว่า “เจ้าเป็นผู้มีใจบริสุทธิ์” “เป็นผู้รักคนอื่น”  เพราะเหตุนี้มนุษย์จึงสามารถสละตนเอง  และสามารถสละชีวิตของตนเพื่อความรักได้  เพราะเหตุนี้การมีตัวตนอยู่ของมนุษย์จึงหมายถึงการมีพระธรรมล้ำลึกซึ่งตัวเองหรือใครอื่นไม่อาจจะเข้าถึงภายในใจ  สรุปก็คือเราต้องเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ทรงสร้าง  โดยเฉพาะทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์และเพราะพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง  พระองค์จึงทรงสามารถบอกเล่าเรื่องของพระองค์เองแก่มนุษย์เองได้  และในทางกลับกันมนุษย์ก็สามารถใช้ภาษาของตนเล่าและพูดคุยกับพระเจ้าได้ด้วย  แน่นอนว่าไม่มีมนุษย์คนใดสามารถจะบรรยายพระลักษณะของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์เต็มร้อยได้  ไม่ว่าจะเป็นนักศาสนศาสตร์ยิ่งใหญ่แค่ไหนเมื่อเล่าถึงพระเจ้า  ถ้อยคำของเขาจะเป็นเพียงแค่คำพูดของเด็กเล็กๆ  คนหนึ่ง  ที่กำลังพยายามอธิบายสิ่งที่ตนเองมองเห็นแต่ไม่เข้าใจเท่านั้น  ความลี้ลับของพระเจ้าเป็นอย่างนี้เอง  อิสยาห์เคยพูดถึงพระเจ้าว่า  “แท้จริงพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า  ผู้ทรงซ่อนพระองค์”  (อิสยาห์  ๔๕:๑๕)  กษัตริย์ดาวิดเองทรงสวดภาวนาในสดุดีว่า  “ข้าแต่พระเจ้าข้าพระองค์แสวงหาพระพักตร์ของพระองค์ขออย่าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากข้าพระองค์”  (สดุดี  ๒๗:๘-๙)
    นักบุญออกัสตินบอกเราว่า  พระเจ้าทรงซ่อนพระองค์ไว้  เพื่อให้มนุษย์แสวงหาพระองค์และพระองค์ทรงเป็นนิรันดร์  เพื่อให้มนุษย์แสวงหาพระองค์อยู่เสมอ  แม้ว่าจะเคยพบพระองค์มาแล้วก็ยังคงต้องแสวงหาพระองค์ต่อไป  และพระเจ้าผู้ทรงลึกลับพระองค์นี้แหละที่คนอิสราเอลเคยมีชีวิตอยู่ต่อหน้าพระองค์

ที่มา: หนังสือชีวิตและคำสอนของพระเยซู

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
9705
12003
72874
238034
396775
13744437
Your IP: 34.231.247.139
2019-09-20 10:09

สถานะการเยี่ยมชม

มี 278 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk