^Back To Top

  • 1 1
    “ท่านทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียน มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจของมนุษย์ ดุจจารึกบนแผ่นศิลา” (2คร. 3:3)
  • 2 2
    “ท่านทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียน มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจของมนุษย์ ดุจจารึกบนแผ่นศิลา” (2คร. 3:3)
  • 3 3
    “ท่านทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียน มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจของมนุษย์ ดุจจารึกบนแผ่นศิลา” (2คร. 3:3)
  • 4 4
    “ท่านทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียน มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจของมนุษย์ ดุจจารึกบนแผ่นศิลา” (2คร. 3:3)
  • 5 5
    “ท่านทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียน มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจของมนุษย์ ดุจจารึกบนแผ่นศิลา” (2คร. 3:3)

www.kamsonbkk.com

มิติอันตกาลแห่งพระวาจาของพระเจ้า

มิติอันตกาลแห่งพระวาจาของพระเจ้า


14.    จากที่กล่าวมานี้ทั้งหมด พระศาสนจักรแสดงความตระหนักว่า พร้อมกับพระเยซูคริสตเจ้าตนกำลังอยู่ต่อหน้าพระวาจาสุดท้ายของพระเจ้า พระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นทั้ง “เบื้องตนและบั้นปลาย” (วว 1:17) พระองค์ทรงให้ความหมายสุดท้ายแก่สิ่งสร้างและประวัติศาสตร์ ดังนั้นเราจึงได้รับเรียกให้มีชีวิตอยู่ในกาลเวลา และเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้าในจำนวนประชากรยุคสุดท้ายของพระวาจา “ดังนั้นแผนการความรอดพ้นในพระคริสตเจ้า ในฐานะที่เป็นพันธสัญญาใหม่และเด็ดขาดนี้จะไม่ผ่านพ้นไปเลย และเราไม่ต้องรอคอยการเผยอะไรใหม่ให้กับมนุษย์ทั้งหลายอีกต่อไปก่อนจะถึงการปรากฏองค์อย่างรุ่งโรจน์ของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา (เทียบ 1 ทธ 6:14; และ ทต 2:13)”  ในช่วงเวลาแห่งสมัชชาบรรดาพระสังฆราชผู้ร่วมประชุมจึงเน้นว่า “ลักษณะพิเศษของคริสตศาสนาแสดงให้เห็นชัดในพระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งในเวลาเดียวกันทรงปรากฏมาเป็นจุดยอดแห่งการเปิดเผยความจริง ทรงทำให้พระสัญญาของพระเจ้าสำเร็จเป็นจริง ทรงเป็นคนกลางให้มนุษย์พบกับพระเจ้าได้ พระองค์ผู้ทรงเปิดเผยพระเจ้าให้เรารู้จัก (เทียบ ยน 1:18) คือพระวาจาหนึ่งเดียวและสุดท้ายที่พระเจ้าทรงมอบแก่มนุษย์”  นักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขนกล่าวความจริงเรื่องนี้อย่างน่าฟังว่า “เมื่อพระบิดาประทานพระบุตรซึ่งเป็นพระวาจาหนึ่งเดียวของพระองค์ให้เรา (เพราะพระองค์ไม่มีพระวาจาอื่นอีกแล้ว) ดังที่ได้ประทานแล้วนี้ พระองค์ตรัสและทรงเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมกันให้แก่เราด้วยพระวาจานี้ และไม่มีอะไรเหลือที่จะต้องตรัสอีก..... พระองค์ทรงเคยตรัสอะไรไว้บ้างโดยทางประกาศก บัดนี้พระองค์ตรัสและทรงเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างเพียงครั้งเดียวโดยพระวาจาเดียว พระองค์ประทานทุกสิ่ง คือพระบุตรของพระองค์ ให้แก่เรา ดังนั้นผู้ที่ยังอยากซักถามสิ่งใดจากพระเจ้า อยากขอนิมิตหรือการเปิดเผยใดๆจากพระองค์อีก ย่อมไม่เพียงแสดงความโง่ออกมาเท่านั้น แต่ยังทำผิดต่อพระองค์ที่ไม่ได้ปักตามองดูพระคริสตเจ้า แต่ไปแสวงหาสิ่งใดอื่นใหม่ๆนอกเหนือไปจากพระองค์”
    เพราะฉะนั้นสมัชชาจึงเตือน “ให้ผู้มีความเชื่อได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อรู้จักแยกแยะพระวาจาของพระเจ้าจากการเปิดเผยส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง”  บทบาทของการเปิดเผยส่วนตัว...ไม่ใช่เพื่อทำให้การเปิดเผยขั้นสุดท้ายในพระคริสตเจ้า ‘สมบูรณ์’ แต่เพื่อช่วยให้การเปิดเผยในพระคริสตเจ้าในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ ถูกนำมาปฏิบัติในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น”  คุณค่าของการเปิดเผยส่วนตัวแตกต่างกันมากกับคุณค่าของการเปิดเผยทางการ – การเปิดเผยทางการเรียกร้องให้เราเชื่อ ในการเปิดเผยนี้พระเจ้าตรัสกับเราโดยใช้คำพูดของมนุษย์โดยใช้ชุมชนพระศาสนจักรที่มีชีวิต แต่มาตรการตัดสินว่าการเปิดเผยส่วนตัวใดเป็นการเปิดเผยจริงหรือไม่ก็คือ การเปิดเผยนั้นมุ่งถึงพระคริสตเจ้าหรือไม่ ถ้าการเปิดเผยนี้นำเราออกไปจากพระคริสตเจ้า การเปิดเผยนี้ก็ไม่มาจากพระจิตเจ้าแน่ๆ เพราะพระจิตเจ้าทรงนำเราเข้าหาพระวรสาร ไม่ใช่นำออกไปจากพระวรสาร การเปิดเผยส่วนตัวช่วยเหลือความเชื่อนี้และเป็นที่น่าเชื่อถือได้ก็เมื่อนำเรากลับไปหาการเปิดเผยทางการ ดังนั้นการที่พระศาสนจักรรับรองการเปิดเผยส่วนตัวจึงมีสาระสำคัญเพื่อแสดงว่า สาระของการเปิดเผยเช่นนี้ไม่มีสิ่งใดที่ขัดกับความเชื่อและศีลธรรม อนุญาตให้เผยแผ่และผู้มีความเชื่ออาจเห็นพ้องด้วยได้โดยใช้ความรอบคอบ การเปิดเผยส่วนตัวบางครั้งอาจเน้นความจริงบางประการ อาจส่งเสริมความศรัทธาในรูปแบบใหม่ๆ หรือตอกย้ำความศรัทธาที่มีอยู่แล้ว บางครั้งการเปิดเผยเช่นนี้อาจมีรูปแบบของการประกาศพระวาจาก็ได้ (เทียบ 1 ธส 5:19-21) และอาจนำความช่วยเหลือที่มีค่าให้เข้าใจและปฏิบัติตามพระวรสารดียิ่งขึ้นในสมัยปัจจุบันได้ เพราะฉะนั้นการเปิดเผยส่วนตัวจึงต้องไม่ถูกละเลยเสียทีเดียว การเปิดเผยส่วนตัวเช่นนี้อาจช่วยเหลือได้บ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้เสมอไป ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างไร การเปิดเผยส่วนตัวจะต้องเป็นการหล่อเลี้ยงส่งเสริมความเชื่อ ความหวังและความรัก ซึ่งเป็นหนทางถาวรสำหรับทุกคนเพื่อบรรลุถึงความรอดพ้น 

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
6571
11887
73888
311351
816522
16547718
Your IP: 3.233.215.231
2020-02-21 10:37

สถานะการเยี่ยมชม

มี 167 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk