พระศาสนจักรรับพระวาจา

พระวาจาของพระเจ้าและพระศาสนจักร

พระศาสนจักรรับพระวาจา


50.    องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสพระวาจาของพระองค์ เพื่อให้ทุกคนที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างอาศัย “พระวจนาตถ์ (พระวาจา)” รับพระวาจานั้น “พระองค์เสด็จมาสู่บ้านเมืองของพระองค์” (ยน 1:11) พระวาจาจึงมาจากแหล่งกำเนิดที่ไม่แตกต่างไปจากเราที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างมา และมีพระประสงค์ให้มีความสัมพันธ์กับชีวิตพระเจ้าเช่นเดียวกัน อารัมภบทของพระวรสารฉบับที่สี่ยังวางพวกเราไว้ก่อนที่ “ประชากรของพระองค์” ซึ่ง “ไม่ยอมรับพระองค์” (ยน 1:11) จะปฏิเสธไม่ยอมรับพระองค์ การไม่ยอมรับพระองค์หมายถึงการไม่ยอมฟังพระวาจา ไม่ยอมปรับตนให้เข้ากับ “พระวจนาตถ์” แต่เมื่อมนุษย์แม้จะอ่อนแอและเป็นคนบาปมาพบพระคริสตเจ้าและเปิดตนอย่างจริงใจ ย่อมเริ่มเปลี่ยนแปลงตนอย่างลึกซึ้งสมบูรณ์ “ผู้ใดที่ยอมรับพระองค์ พระองค์ประทานอำนาจให้ผู้นั้นเป็นบุตรของพระเจ้า” (ยน 1:12) การรับพระวาจาหมายความว่ายอมให้พระวาจาปรับปรุงตนชนิดที่ว่า โดยพระอานุภาพของพระจิตเจ้า เขาจะมีสภาพคล้ายกับองค์พระคริสตเจ้า องค์พระบุตร “เพียงพระองค์เดียวจากพระบิดา” (ยน 1:14) นี่คือการเริ่มเนรมิตสร้างใหม่ - สิ่งสร้างใหม่ ประชากรใหม่เกิดขึ้น ผู้มีความเชื่อ หรือผู้ที่ดำเนินชีวิตปฏิบัติตามความเชื่อย่อม “เกิดจากพระเจ้า” (ยน 1:13) กลับเป็นผู้มีส่วนในชีวิตพระเจ้า เป็นบุตรในพระบุตร (เทียบ กท 4:5-6; รม 8:14-17) นักบุญออกัสตินกล่าวไว้อย่างน่าฟัง เมื่ออธิบายความหมายข้อความพระวรสารนักบุญยอห์นตอนนี้ว่า “ท่านถูกสร้างมาอาศัยพระวจนาตถ์แล้ว แต่บัดนี้ท่านต้องถูกสร้างอีกครั้งหนึ่งอาศัยพระวจนาตถ์ (หรือ “พระวาจา”) ด้วย”  ที่ตรงนี้เราเห็นรูปร่างหน้าตาของพระศาสนจักรว่าอะไรบางอย่างที่ถูกกำหนดจากการยอมรับพระวจนาตถ์ของพระเจ้า เมื่อพระวจนาตถ์นี้ทรงรับธรรมชาติมนุษย์ ได้เสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลางเรา (เทียบ ยน 1:14) การที่พระเจ้าเสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลางมนุษย์ “การประทับ” (หรือ shekinah เทียบ อพย 26:1) นี้ ซึ่งมีรูปแบบอยู่ในพันธสัญญาเดิมแล้วนั้น บัดนี้สำเร็จไปโดยการประทับอยู่อย่างถาวรของพระเจ้าท่ามกลางมนุษย์ในองค์พระคริสตเจ้า