^Back To Top

  • 1 1
    แนวทางปฏิบัติในเทศกาลมหาพรต
  • 2 2
    จำศีลอดอาหาร การอดอาหารหรืออดสิ่งจำเป็นเล็กน้อยในชีวิตก็เป็นการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องของเราที่กำลังอดอยาก ขาดอาหารบริโภค ขาดความสะดวกสบายที่จำเป็นสำหรับชีวิต ที่สำคัญที่สุด คือ อดใจไม่ทำบาป
  • 3 3
    ทำกิจเมตตา เหตุผลอีกอย่างหนึ่งของการจำศีลอดอาหารในเทศกาลมหาพรตก็เพื่อเราจะได้มีโอกาสแบ่งปันอาหารแก่ผู้ที่หิวโหย เราอดออมเงินส่วนหนึ่ง จากการซื้ออาหารหรือขนมไว้เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่มีอาหารไม่เพียงพอ การทำดังนี้ เป็นการตอบรับเสียงเรียกของพระเยซูเจ้าที่บอกเราให้เลี้ยงอาหารผู้หิวโหย เยี่ยมเยียนผู้เจ็บป่วย และปลอบโยนผู้ที่อยู่ในความโศกเศร้า
  • 4 4
    ภาวนา การภาวนามีความสำคัญยิ่งในเทศกาลมหาพรต เพราะทำให้เราได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากความจริงแห่งการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าเพื่อเรา เราจึงควรสรรเสริญสดุดีพระองค์ พระเยซูภาวนาบ่อยๆ เพราะพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า และมีความต้องการจะสัมพันธ์กับพระบิดา
  • 5 5
    เราก็เช่นกัน เราต้องภาวนาไม่ใช่เพราะมีคนอื่นบอก หรือเพราะมีกฎบังคับ เราภาวนาเพราะมีความสำนึกว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าซึ่งต้องการมีความสัมพันธ์กับพระบิดา

www.kamsonbkk.com

IV. การเบียดเบียนในรัชสมัยพระเจ้าอันทิโอคัส เอปีฟาเนส

IV. การเบียดเบียนในรัชสมัยพระเจ้าอันทิโอคัส เอปีฟาเนส
 
ความผิดของซีโมน ผู้ดูแลพระวิหาร
4    1เราเคยพูดถึงซีโมนแล้ว ว่าเขาเอาเรื่องทรัพย์สินในพระวิหารและเรื่องราวภายในของบ้านเมืองไปเปิดเผยแก่อปอลโลเนียส เขายังใส่ร้ายโอนีอัสว่าเป็นผู้ทำร้ายเฮลิโอโดรัสและก่อให้เกิดความวุ่นวายต่างๆa 2เขากล้าเรียกโอนีอัสว่าเป็นศัตรูต่อบ้านเมือง ทั้งๆที่โอนีอัสเป็นผู้มีบุญคุณต่อกรุงเยรูซาเล็ม ป้องกันเพื่อนร่วมชาติ และรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด 3มีความขัดแย้งกันอย่างมากจนลูกน้องคนหนึ่งของซีโมนเริ่มฆ่าคน 4เมื่อโอนีอัสเห็นว่าความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น และอปอลโลเนียสบุตรของเมเนสธิอัส ผู้ปกครองแคว้นซีเรียใต้และแคว้นฟีนีเชียยุยงให้ซีโมนทำความชั่วร้าย 5เขาจึงไปทูลกษัตริย์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทั้งส่วนรวมและส่วนบุคคลของประชาชน มิใช่เพื่อกล่าวหาเพื่อนร่วมชาติ 6โอนีอัสเห็นว่าถ้ากษัตริย์ไม่ทรงช่วย บ้านเมืองจะมีความสงบสุขไม่ได้ และซีโมนจะไม่เลิกความบ้าคลั่งของตน

มหาสมณะยาโสนนำวัฒนธรรมกรีกเข้ามา
    7เมื่อกษัตริย์เซเลวคัสสิ้นพระชนม์ อันทิโอคัส ซึ่งมีสมญาว่า “เอปีฟาเนส”b ขึ้นเป็นกษัตริย์สืบต่อมา ยาโสนน้องชายของโอนีอัสc ได้รับตำแหน่งมหาสมณะมาอย่างไม่ชอบธรรม 8เขาไปเฝ้ากษัตริย์ สัญญาว่าจะถวายเงินหนักสามร้อยหกสิบตาลันต์ เท่ากับ 12 ตัน และเงินอีกแปดสิบตาลันต์ เท่ากับ 3 ตัน จากรายได้อื่นๆ 9นอกจากนี้ เขายังสัญญาจะจ่ายเงินอีกหนึ่งร้อยห้าสิบตาลันต์ เท่ากับ 5 ตัน ถ้าเขาได้รับอำนาจให้เปิดสถานฝึกกายบริหารและสโมสรเยาวชน และให้จดทะเบียนชาวกรุงเยรูซาเล็มเป็นชาวเมืองอันทิโอกd
    10เมื่อกษัตริย์ทรงอนุญาต ยาโสนก็เข้ารับตำแหน่ง และบังคับเพื่อนร่วมชาติให้ดำเนินชีวิตตามแบบชาวกรีก 11ยกเลิกสิทธิพิเศษที่กษัตริย์ทรงพระกรุณามอบให้ชาวยิว เมื่อยอห์นบิดาของยูโปเลมัสทูลขอ ยูโปเลมัสผู้นี้เคยนำคณะทูตไปที่กรุงโรมเพื่อทำสัญญาเป็นมิตรไมตรีกับชาวโรมัน ยาโสนยกเลิกสถาบันที่สอดคล้องกับธรรมบัญญัติและนำประเพณีที่ขัดกับธรรมบัญญัติเข้ามา 12เขารีบสร้างสถานฝึกกายบริหารไว้ที่เชิงภูเขาที่ตั้งป้อมปราการe แล้วเชิญชวนเยาวชนผู้มีสกุลให้สวมหมวกแบบกรีกf 13ยาโสนมหาสมณะจอมปลอมผู้ไม่นับถือพระเจ้ากระทำความชั่วร้ายมากมาย จนชาวกรุงเยรูซาเล็มคลั่งขนบธรรมเนียมกรีกและประเพณีต่างชาติอย่างหนัก 14บรรดาสมณะไม่สนใจประกอบพิธีกรรมที่พระแท่นบูชา ลบหลู่พระวิหารและละเลยการถวายเครื่องบูชา เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มการกีฬาg ก็รีบไปยังสถานฝึกกายบริหารเพื่อร่วมการแข่งขันกีฬาที่ธรรมบัญญัติห้าม 15เขาไม่เคารพกิจการที่บรรพบุรุษถือว่ามีเกียรติ กลับไปยกย่องกิจการที่ชาวกรีกถือว่ามีเกียรติอย่างสูงสุด 16เพราะเหตุนี้เอง เขาจึงตกในอันตรายใหญ่หลวง ผู้ที่เขาพยายามเลียนแบบความเป็นอยู่และต้องการดำเนินชีวิตตามทุกประการ กลับเป็นศัตรูและผู้กดขี่ 17การละเมิดบทบัญญัติของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ต่อไปนี้
    18ที่เมืองไทระมีการแข่งขันกีฬาเฉพาะพระพักตร์เป็นประจำทุกสี่ปี 19ยาโสนอาชญากรส่งชาวเยรูซาเล็มบางคนที่ลงทะเบียนเป็นชาวอันทิโอกไปชมกีฬาแทนตน นำเหรียญเงินกรีกสามร้อยดรักมาไปเพื่อถวายเครื่องบูชาแด่เทพเฮอร์คิวลิส แต่ผู้ถือเงินกลับตัดสินใจว่าไม่ควรใช้เงินนั้นเพื่อถวายบูชา ควรใช้อย่างอื่นดีกว่า 20ดังนั้น เงินที่ยาโสนกำหนดให้ใช้เพื่อถวายเครื่องบูชาแด่เทพเฮอร์คิวลิสจึงถูกนำไปใช้สร้างเรือรบตามที่ผู้ถือเงินตัดสินใจ

ชาวกรุงเยรูซาเล็มรับเสด็จกษัตริย์อันทิโอคัส เอปีฟาเนส อย่างยิ่งใหญ่
    21มีพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ฟีโลเมเตอร์hที่อียิปต์ กษัตริย์อันทิโอคัสทรงส่งอปอลโลเนียส บุตรของเมเนสเธอัสไปร่วมพิธี ทรงทราบว่ากษัตริย์ฟีโลเมเตอร์ไม่ทรงเห็นด้วยกับนโยบายของพระองค์ จึงทรงเป็นห่วงถึงความปลอดภัยและเสด็จไปเมืองยัฟฟา แล้วเสด็จต่อไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม 22ที่กรุงเยรูซาเล็ม ยาโสนและชาวเมืองรับเสด็จพระองค์อย่างยิ่งใหญ่ จุดคบเพลิงเข้าขบวนเสด็จและโห่ร้องด้วยความยินดี แล้วพระองค์เสด็จพร้อมกับกองทัพไปยังแคว้นฟีนีเซียi

เมเนเลาส์แย่งชิงตำแหน่งมหาสมณะจากยาโสน
    23สามปีต่อมา ยาโสนส่งเมเนเลาส์น้องชายของซีโมนคนที่เราได้กล่าวถึงแล้ว นำเงินjไปถวายกษัตริย์ และเพื่อปรึกษาพระองค์ในเรื่องสำคัญบางเรื่อง 24เมื่อเมเนเลาส์เข้าเฝ้ากษัตริย์ เขาถวายความเคารพกษัตริย์อย่างผู้มีอำนาจ ประมูลตำแหน่งมหาสมณะโดยเสนอเงินหนักสามร้อยตาลันต์มากกว่ายาโสน จึงได้รับตำแหน่งมหาสมณะ 25เขานำเอกสารแต่งตั้งจากกษัตริย์กลับมาที่กรุงเยรูซาเล็ม แต่เขาไม่มีคุณสมบัติใดเหมาะสมกับตำแหน่งมหาสมณะเลย เขาเป็นคนบ้าอำนาจอย่างทรราชและเหี้ยมโหดเยี่ยงสัตว์ป่า 26ดังนั้น ยาโสนที่เคยแย่งชิงตำแหน่งจากพี่ชายของตน บัดนี้ถูกอีกคนหนึ่งแย่งชิงตำแหน่ง จนต้องถูกขับไล่ไปลี้ภัยอยู่ในเขตแดนของชาวอัมโมน 27เมเนเลาส์ยึดอำนาจได้ตำแหน่งมหาสมณะแล้ว ก็ไม่ยอมจ่ายเงินให้กษัตริย์ตามที่สัญญาไว้ 28ทั้งๆที่โสสตราตัสผู้บัญชาการป้อมปราการและมีหน้าที่เก็บภาษีได้ขอร้องแล้ว เพราะเหตุนี้ กษัตริย์จึงทรงเรียกทั้งสองคนมาเฝ้า 29เมเนเลาส์ให้ลีซิมาคัสน้องชายทำหน้าที่มหาสมณะแทน ส่วนโสสตราตัสให้คราเตสเป็นผู้บัญชาการทหารชาวไซปรัสkแทนตน

โอนีอัสถูกฆ่า
    30ขณะที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ชาวเมืองทาร์ซัสและชาวเมืองมัลลัสก่อการกบฏ เพราะกษัตริย์ทรงยกเมืองทั้งสองนี้เป็นของขวัญแก่พระนางอันทิโอคิส พระสนม 31ดังนั้น กษัตริย์จึงรีบเสด็จไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย โดยให้อันโดรนิคัสซึ่งเป็นขุนนางตำแหน่งสูงคนหนึ่งรักษาการแทนพระองค์ 32เมเนเลาส์คิดว่าเป็นโอกาสดี จึงขโมยภาชนะทองคำจากพระวิหารมาให้อันโดรนิคัส แล้วนำภาชนะอื่นๆไปขายที่เมืองไทระและเมืองใกล้เคียง 33เมื่อโอนีอัสรู้เรื่องนี้โดยมีหลักฐานแล้ว ก็หนีไปยังสถานที่ปลอดภัยที่เมืองดัฟนีใกล้เมืองอันทิโอก แล้วกล่าวหาเมเนเลาส์ 34เมเนเลาส์ไปพบอันโดรนิคัสเป็นการส่วนตัว ขอให้กำจัดโอนีอัส อันโดรนิคัสจึงไปพบโอนีอัส หลอกลวงเขาให้วางใจ จับมือสาบานเป็นมิตร แล้วชักชวนให้โอนีอัสออกจากสถานที่ปลอดภัย ทั้งๆที่โอนีอัสยังสงสัยอยู่ แล้วอันโดรนิคัสฆ่าเขาทันที โดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรม 35เพราะเหตุนี้ ทั้งชาวยิวและชนต่างชาติต่างเสียใจและโกรธแค้นอันโดรนิคัสที่ฆ่าคนดีคนนี้อย่างอยุติธรรม
    36เมื่อกษัตริย์เสด็จกลับจากแคว้นซีลีเซีย ชาวเมืองที่เป็นยิวคบคิดกับชาวกรีกที่เกลียดชังการฆ่านี้ทูลกษัตริย์ให้ทรงทราบเรื่องที่โอนีอัสถูกฆ่าอย่างอยุติธรรม 37กษัตริย์อันทิโอคัสเศร้าพระทัยมาก ทรงสงสารโอนีอัส ทรงพระกันแสงเมื่อทรงระลึกถึงปรีชาญาณและความรอบคอบของผู้ตาย 38พระองค์กริ้วยิ่งนัก ทรงกระชากเสื้อคลุมสีม่วงแดงออกจากอันโดรนิคัส ทรงฉีกเสื้อผ้าของเขา และทรงบัญชาให้นำตัวแห่ประจานไปทั่วเมืองจนมาถึงที่ที่เขาได้ฆ่าโอนีอัส แล้วทรงขจัดฆาตกรผู้นี้ออกไปจากโลก ณ ที่แห่งนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงลงโทษเขาอย่างสาสมด้วยประการฉะนี้l

ลีซิมาคัสถูกฆ่าในการจลาจล
    39เมเนเลาส์ยินยอมให้ลีซิมาคัสทำโจรกรรมที่กรุงเยรูซาเล็มหลายครั้ง มีข่าวลือว่าภาชนะทองคำจำนวนมากถูกขโมยไป ประชาชนจึงมาชุมนุมกันต่อต้านลีซิมาคัส 40ผู้มาชุมนุมโกรธแค้นจนถึงขั้นก่อการจลาจล ลีซิมาคัสนำคนถืออาวุธประมาณสามพันคนมาปราบปรามอย่างรุนแรง ผู้ควบคุมกำลังคราวนี้คือออรานัส ซึ่งมีอายุมากและบ้าคลั่งมากด้วย 41เมื่อประชาชนเห็นว่าลีซิมาคัสเข้ามาโจมตีก็คว้าก้อนหินบ้าง ท่อนไม้บ้าง หรือกอบขี้เถ้าซึ่งอยู่ที่นั่นmมาขว้างใส่ลีซิมาคัสและผู้ที่อยู่กับเขาอย่างชุลมุน 42ทำให้หลายคนบาดเจ็บ บางคนเสียชีวิต คนที่รอดตายทุกคนต้องหนีไป ประชาชนฆ่าคนขโมยที่ลบหลู่พระวิหารใกล้ๆกับห้องคลัง

เมเนเลาส์ให้สินบนเพื่อพ้นโทษ
    43มีผู้กล่าวหาว่าเมเนเลาส์เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้  44เมื่อกษัตริย์เสด็จมาที่เมืองไทระ สภาผู้อาวุโสก็ส่งชายสามคนมาฟ้องเขาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม 45เมเนเลาส์เห็นว่าตนจะต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี จึงสัญญาจะให้เงินจำนวนมากแก่โทเลมี บุตรของดอริเมเนส เพื่อให้กษัตริย์ทรงตัดสินว่าตนไม่ผิด 46โทเลมีจึงทูลเชิญกษัตริย์ให้ทรงพระดำเนินไปที่เฉลียง ประหนึ่งว่าอยากจะได้อากาศบริสุทธิ์ ทูลชักชวนกษัตริย์ให้เปลี่ยนพระทัย 47กษัตริย์ทรงปล่อยเมเนเลาส์ผู้เป็นต้นเหตุของความชั่วร้ายทั้งหมดนี้พ้นข้อกล่าวหา แล้วทรงลงโทษประหารคนที่น่าสงสาร ซึ่งคงจะได้รับการตัดสินว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หากมาดำเนินคดีต่อหน้าชาวซีเธียนที่โหดร้าย 48ผู้ที่ปกป้องบ้านเมือง ปกป้องประชากร และภาชนะศักดิ์สิทธิ์ของพระวิหารถูกลงโทษอย่างอยุติธรรมทันที 49ชาวเมืองไทระรู้สึกขุ่นเคืองเพราะเหตุการณ์นี้ จึงจัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่ให้ผู้ถูกประหารเหล่านี้ 50ส่วนเมเนเลาส์ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปเพราะความโลภของผู้มีอำนาจบางคน เขาประพฤติชั่วร้ายมากยิ่งขึ้น แสดงตนเป็นศัตรูร้ายกาจของชนชาติเดียวกับตน

สงครามครั้งที่สองกับอียิปต์
5    1ในช่วงเวลานั้น กษัตริย์อันทิโอคัสทรงเตรียมกองทัพไปทำสงครามกับอียิปต์เป็นครั้งที่สองa 2ตลอดเวลาเกือบสี่สิบวัน ชาวกรุงเยรูซาเล็มเห็นทหารม้าควบม้าไปมาในอากาศ สวมเสื้อทอด้วยด้ายทอง จัดเป็นกลุ่มถือหอกและดาบเป็นอาวุธ 3เขาเห็นทหารม้าตั้งแถวเรียงรายเข้าต่อสู้ประจัญบานกันทั่วไป ทหารจำนวนมากกวัดแกว่งโล่ ถือหอก ยิงธนู เครื่องประดับทองคำและเสื้อเกราะทุกชนิดส่องแสงเป็นประกาย 4ทุกคนจึงอธิษฐานภาวนาขอให้ภาพที่เห็นเป็นนิมิตดีb

กษัตริย์อันทิโอคัส เอปีฟาเนส ทรงปราบกบฏยาโสน
    5มีข่าวลือกันผิดๆว่ากษัตริย์อันทิโอคัสสิ้นพระขนม์ ยาโสนจึงนำกำลังพลไม่น้อยกว่าหนึ่งพันคนเข้าโจมตีเมือง ขับไล่ทหารป้องกันกำแพงเมือง และยึดเมืองได้ในที่สุด เมเนเลาส์ลี้ภัยอยู่ในป้อมปราการ 6ยาโสนฆ่าชาวเมืองเดียวกันอย่างเหี้ยมโหด ไม่เข้าใจว่าการชนะเพื่อนร่วมชาติของตนคือความพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวง เขาเพียงคิดว่าเขาชนะศัตรู ไม่ใช่ชนะเพื่อนร่วมชาติ 7แต่เขาก็ยึดอำนาจปกครองไม่ได้ ต้องได้รับความอับอายที่ทรยศ และในที่สุดต้องลี้ภัยไปอยู่ในเขตแดนของชาวอัมโมนอีก 8เขาต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถ อาเรตัส กษัตริย์ของชาวอาหรับทรงจองจำเขา ต่อมาเขาต้องหนีจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งc ถูกทุกคนตามล่าและถูกเกลียดชังในฐานะที่เป็นผู้ทรยศต่อธรรมบัญญัติ เป็นที่น่ารังเกียจเพราะเป็นศัตรูของบ้านเมืองและประชาชน ต้องหนีไปอียิปต์ 9ผู้ที่เคยขับไล่เพื่อนร่วมชาติหลายคนจากบ้านเมืองต้องเสียชีวิตในถิ่นเนรเทศในหมู่ชาวสปาร์ตา เขาหวังจะได้รับความคุ้มครองเพราะความเป็นญาติกัน 10ผู้ที่ปล่อยให้ศพจำนวนมากถูกทิ้งไว้โดยไม่มีผู้ใดฝัง ก็ต้องเสียชีวิตโดยไม่มีผู้ใดไว้ทุกข์ให้ ไม่มีพิธีศพ ไม่มีโอกาสถูกฝังในหลุมศพของบรรพบุรุษ
        11กษัตริย์ทรงทราบเรื่องเหล่านี้ ทรงคิดว่าแคว้นยูเดียเป็นกบฏ จึงกริ้วยิ่งนักประดุจสัตว์ร้าย เสด็จกลับจากอียิปต์มาโจมตีกรุงเยรูซาเล็มและยึดได้ 12ทรงบัญชาทหารให้ฆ่าทุกคนที่พบอย่างโหดเหี้ยม และฆ่าทุกคนที่หลบซ่อนอยู่ในบ้าน 13มีการฆ่าหมู่ครั้งใหญ่ ทั้งคนหนุ่ม คนแก่ ผู้หญิงและเด็ก สาวพรหมจารีและทารกถูกฆ่าตายสิ้น 14ในระยะเวลาสามวัน กรุงเยรูซาเล็มสูญเสียพลเมืองแปดหมื่นคน สี่หมื่นคนถูกฆ่าในการสู้รบ อีกไม่น้อยกว่าสี่หมื่นคนถูกขายเป็นทาส

การปล้นพระวิหาร
    15กษัตริย์ยังไม่พอพระทัยเช่นนี้ จึงเสด็จเข้าในพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก เมเนเลาส์ผู้ทรยศต่อธรรมบัญญัติและต่อบ้านเมืองเป็นผู้นำ 16พระหัตถ์ที่มีมลทินจับต้องและยึดภาชนะศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่กษัตริย์องค์อื่นๆเคยถวายเพื่อเพิ่มความงดงามและเกียรติยศของพระวิหาร พระองค์ก็ทรงใช้พระหัตถ์ที่มีมลทินริบเอาไป    
17กษัตริย์อันทิโอคัสมีพระทัยหยิ่งผยอง เข้าพระทัยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงละทิ้งพระวิหารชั่วขณะ เพราะทรงลงโทษบาปของชาวเมือง 18ถ้าเขาไม่ทำบาปมากมาย เมื่อกษัตริย์เสด็จเข้าไป พระองค์คงต้องทรงถูกเฆี่ยนและต้องเลิกการกระทำโอหัง เหมือนกับเฮลิโอโดรัสที่กษัตริย์เซเลวคัสทรงส่งไปสำรวจห้องคลังของพระวิหาร 19องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงเลือกประชากรเพราะเห็นแก่พระวิหาร แต่ทรงเลือกพระวิหารเพราะเห็นแก่ประชากรd 20พระวิหารจึงต้องร่วมเคราะห์กรรมของประชากรด้วย แต่ภายหลังจะได้ร่วมในความโชคดี ทุกสิ่งที่พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพทรงลงโทษละทิ้ง ก็จะได้รับความรุ่งเรืองคืนมา เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่คืนดีกับประชากรอีก
21กษัตริย์อันทิโอคัสทรงขนเงินหนักหนึ่งพันแปดร้อยตาลันต์ คือประมาณ 60 ตัน ไปจากพระวิหาร ทรงรีบเสด็จกลับไปเมืองอันทิโอก ทรงหยิ่งผยองว่าทรงให้เรือแล่นบนแผ่นดินและให้กองทัพเดินบนทะเลได้  พระองค์ทรงเพ้อฝันได้ถึงเพียงนี้ 22พระองค์ทรงทิ้งผู้ปกครองบางคนไว้ให้ข่มเหงประชาชน คือที่กรุงเยรูซาเล็ม ทรงทิ้งฟิลิปe ชาวฟรีเจียโดยกำเนิด ซึ่งมีนิสัยเหี้ยมโหดมากกว่าพระองค์ที่ทรงแต่งตั้งเขา 23บนภูเขาเกรีซิมทรงทิ้งอันโดรนีคัสf นอกจากคนเหล่านี้ ทรงทิ้งเมเนเลาส์ผู้ปกครองซึ่งข่มเพื่อนร่วมชาติมากกว่าผู้อื่น

การกระทำของอปอลโลเนียสผู้ปกครองแคว้นมีเซีย
    กษัตริย์ทรงเกลียดชาวยิวยิ่งนัก 24จึงทรงส่งอปอลโลเนียสผู้ปกครองแคว้นมีเซียพร้อมกับกำลังทัพสองหมื่นสองพันคน ทรงรับสั่งให้ฆ่าชายฉกรรจ์ทุกคน จับผู้หญิงและเด็กนำไปขายเป็นทาส 25เมื่ออปอลโลเนียสมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม เขาเสแสร้งว่ามาอย่างสันติ แล้วคอยจนถึงวันสับบาโตซึ่งเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ เขาฉวยโอกาสที่ชาวยิวหยุดงาน สั่งทหารให้เดินขบวนถืออาวุธพร้อม 26แล้วฆ่าทุกคนที่ออกมาดูขบวนแห่ วิ่งผ่านเมืองพร้อมกับทหาร ฆ่าคนเป็นจำนวนมาก
    27แต่ยูดาสมัคคาบีกับพรรคพวกอีกเก้าคนปลีกตัวไปยังถิ่นทุรกันดาร เขาหลบซ่อนอยู่ตามภูเขาพร้อมกับพวกเหมือนสัตว์ป่า กินแต่ผัก ไม่ยอมทำตนให้มีมลทินg        (ตรวจเสร็จเมื่อ ๒ พฤษภาคม ๒๐๐๖)

ชาวยิวถูกบังคับให้ร่วมศาสนพิธีของชาวกรีก
6    1ต่อมา กษัตริย์ทรงส่งชาวเอเธนส์ผู้อาวุโสคนหนึ่งมาบังคับชาวยิวให้ละทิ้งขนบประเพณีของบรรพบุรุษ และไม่ให้ดำเนินชีวิตตามบทบัญญัติของพระเจ้าอีกต่อไป 2เขายังต้องทำให้พระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มเป็นมลทิน โดยถวายพระวิหารแด่เทพซุสแห่งภูเขาโอลิมเปีย และถวายพระวิหารบนภูเขาเกริซิมแด่เทพซุสองค์อุปถัมภ์ของคนต่างถิ่น ตามที่ชาวบ้านขอร้องa 3ความชั่วร้ายแผ่ขยายทั่วไปอย่างมากจนไม่มีผู้ใดทนได้ 4พระวิหารกลายเป็นสถานที่ที่ชนต่างชาติประพฤติเสเพล เสพสุรามึนเมา สนุกสนานกับหญิงโสเภณี ร่วมเพศกับผู้หญิงที่เฉลียงของพระวิหารb ทั้งยังนำของต้องห้ามเข้าไปข้างในด้วย 5พระแท่นบูชาจึงเต็มไปด้วยของถวายน่ารังเกียจที่ธรรมบัญญัติห้ามไว้
    6มีข้อห้ามไม่ให้ถือวันสับบาโตหรืองานฉลองตามประเพณี และมิให้ประกาศตนว่าเป็นชาวยิว 7 ในวันฉลองคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกเดือน ทุกคนถูกบังคับให้กินเนื้อจากเครื่องบูชา และเมื่อถึงวันฉลองเทพดีโอนีซัส ทุกคนต้องสวมมงกุฎใบไอวี่ร่วมเดินขบวนแห่เป็นเกียรติแด่เทพดิโอนีซัสด้วย
    8ชาวเมืองโทเลมาอิสcทูลกษัตริย์ให้ออกพระราชกฤษฎีกาบังคับให้เมืองกรีกที่อยู่ใกล้ปฏิบัติต่อชาวยิวเช่นเดียวกัน บังคับเขาให้กินเนื้อจากเครื่องบูชา 9และฆ่าผู้ที่ไม่ยินยอมรับขนบประเพณีกรีก จึงเห็นได้ชัดว่าภัยพิบัติยิ่งใหญ่เข้ามาใกล้แล้ว
    10ดังเช่นหญิงสองคนที่ถูกกล่าวหาว่าทำพิธีสุหนัตบุตรของตน ถูกบังคับให้อุ้มทารกไว้ที่อก เดินประจานไปทั่วเมือง แล้วถูกโยนลงมาจากกำแพงเมือง 11ชาวยิวคนอื่นที่มาชุมนุมกันในถ้ำใกล้ๆ เพื่อลอบฉลองวันสับบาโต ถูกฟ้องต่อฟิลิปแล้วถูกเผาทั้งเป็น เพราะเขาไม่กล้าป้องกันตนเพราะเห็นแก่ความศักดิ์สิทธิ์ของวันสับบาโต

พระเจ้าทรงจัดให้การเบียดเบียนเกิดผลดี
    12ข้าพเจ้าเชิญชวนผู้อ่านหนังสือนี้มิให้รู้สึกท้อแท้เพราะเหตุร้ายเหล่านี้ แต่ให้พิจารณาว่าพระเจ้าทรงลงโทษเช่นนี้มิใช่เพื่อทำลาย แต่เพื่อตีสั่งสอนชนชาติของเรา 13เป็นเครื่องหมายแสดงพระกรุณายิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ไม่ทรงปล่อยให้คนบาปอยู่อย่างสบายได้นานโดยไม่ถูกลงโทษ แต่ทรงลงโทษเขาทันที 14องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงตัดสินพระทัยปฏิบัติกับเราดังที่ทรงกระทำกับชนต่างชาติ พระองค์ทรงอดทนรอคอยจนกว่าเขาทำบาปถึงที่สุด จึงทรงลงโทษเขา  15แต่ทรงลงโทษเราทันทีโดยไม่ทรงรอให้เราทำบาปจนถึงที่สุดd 16ดังนี้ พระองค์ไม่ทรงยุติพระเมตตาที่ทรงมีต่อเรา แต่ทรงบันดาลให้เราประสบเหตุร้ายเพื่อทรงตีสั่งสอนเรา พระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งประชากรของพระองค์เลย 17ขอให้ถ้อยคำเหล่านี้เตือนความจำ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเล่าเรื่องต่อไป

เอเลอาซาร์สละชีพเพื่อศาสนา
    18เอเลอาซาร์ ธรรมาจารย์สำคัญคนหนึ่ง มีอายุมากแล้ว แต่ยังสง่างาม ถูกบังคับให้อ้าปากกินเนื้อหมู 19แต่เขายอมตายอย่างมีเกียรติดีกว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างน่าอับอาย จึงเต็มใจเดินไปยังสถานที่ทรมาน 20เขาถ่มเนื้อหมูทิ้ง  ประพฤติตนเหมาะสมกับผู้ที่ไม่ยอมกินอาหารที่ธรรมบัญญัติห้าม แม้จะต้องเสียชีวิต 21ผู้มีหน้าที่ดูแลการเลี้ยงที่ผิดบทบัญญัตินั้นแยกเขาออกไปเพราะความคุ้นเคยที่มีมานานแล้ว และขอร้องให้นำเนื้อที่ธรรมบัญญัติอนุญาตให้กินได้มากิน แสร้งทำเป็นกินเนื้อที่ถวายบูชาแล้วตามที่กษัตริย์ทรงบัญชา 22ถ้าเขาทำเช่นนี้ เขาจะรอดตาย เขาได้รับความกรุณานี้เพราะมิตรภาพที่ยาวนาน 23แต่เอเลอาซาร์ตัดสินใจอย่างน่าชื่นชมเหมาะสมกับอายุและเกียรติของความเป็นผู้อาวุโสน่าเคารพ เหมาะสมกับชีวิตไม่มีตำหนิตั้งแต่เยาว์วัย และเหมาะสมกับธรรมบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า จึงบอกทันทีให้นำตนไปประหาร 24”คนอายุอย่างเรานี้ไม่ควรจะเสแสร้งทำ เยาวชนหลายคนอาจจะคิดว่าเอเลอาซาร์อายุเก้าสิบปีแล้วยังเปลี่ยนใจไปดำเนินชีวิตอย่างคนต่างศาสนา 25ถ้าข้าพเจ้าจะเสแสร้งทำเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพียงเล็กน้อย ข้าพเจ้าก็จะเป็นเหตุให้เขาหลงผิด แล้วข้าพเจ้าจะมีมลทินได้รับความอับอายในวัยชรา 26บัดนี้ข้าพเจ้าอาจพ้นโทษทัณฑ์ของมนุษย์ได้ แต่จะหนีไม่พ้นพระหัตถ์ของพระผู้ทรงสรรพานุภาพได้เลย ไม่ว่าข้าพเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว 27ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงสละชีวิตอย่างกล้าหาญ ณ บัดนี้ เพื่อแสดงว่าข้าพเจ้าสมควรกับวัยชรา 28จะได้เป็นตัวอย่างที่มีเกียรติให้เยาวชนเห็นว่าควรเต็มใจตายอย่างกล้าหาญเพื่อธรรมบัญญัติศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพ”e
    พูดเช่นนี้แล้ว เขาก็เดินไปยังสถานที่ทรมานทันที 29เมื่อผู้ที่นำเขาไปประหารชีวิตได้ยินคำพูดนี้ก็คิดว่าเอเลอาซาร์เสียสติ ผู้ที่เคยมีใจกรุณาต่อเขากลับเปลี่ยนใจเป็นศัตรู 30ขณะที่เอเลอาซาร์ถูกเฆี่ยนตีใกล้จะตาย เขาคร่ำครวญว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบทุกสิ่ง ทรงทราบว่าข้าพเจ้าอาจรอดพ้นความตายได้ ข้าพเจ้าถูกเฆี่ยนตี ร่างกายถูกทรมานอย่างสาหัส แต่จิตใจอดทนรับการทรมานด้วยความยินดีและเคารพยำเกรงพระองค์”
31เขาตายเช่นนี้ เป็นตัวอย่างความกล้าหาญและเป็นอนุสรณ์แห่งคุณธรรมทั้งแก่เยาวชนและแก่ประชากรส่วนใหญ่

มารดาและบุตรเจ็ดคนยอมสละชีวิต a
7    1เหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น มารดาและบุตรเจ็ดคนถูกจับกุม กษัตริย์ทรงพยายามบังคับเขาให้กินเนื้อหมูซึ่งธรรมบัญญัติห้ามกิน โดยใช้แส้เฆี่ยนตีทรมาน 2บุตรคนหนึ่งพูดแทนพี่น้องว่า “พระองค์ทรงซักถามพวกเรานี้หวังจะทราบอะไรเล่า  เราพร้อมจะตายดีกว่าจะละเมิดธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษ”
    3กษัตริย์กริ้วยิ่งนัก รับสั่งให้นำกระทะและหม้อใบใหญ่มาตั้งบนเตาไฟ 4เมื่อกระทะและหม้อร้อนแล้ว พระองค์รับสั่งให้จับผู้ที่พูดแทนคนอื่นมาตัดลิ้น ถลกหนังศีรษะ ตัดมือตัดเท้าต่อหน้าพี่น้องและมารดา 5เมื่อเขาถูกกระทำเช่นนี้แล้ว กษัตริย์ทรงบัญชาให้โยนเขาลงทอดในกระทะทั้งเป็น ขณะที่ควันพลุ่งโขมงจากกระทะ มารดาและพี่น้องของเขาต่างพูดปลุกใจกันให้ยอมตายอย่างกล้าหาญด้วยถ้อยคำดังนี้ 6“พระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าทอดพระเนตรเห็นเราจากเบื้องบน ประทานกำลังให้แก่เราอย่างแท้จริง ดังที่โมเสสกล่าวในบทเพลงเมื่อยืนยันว่า ‘พระองค์จะทรงสงสารผู้รับใช้ของพระองค์’”
    7เมื่อพี่คนแรกตายแล้ว เขาก็นำน้องชายคนที่สองมาทรมาน ถลกหนังศีรษะและผมบนศีรษะออก แล้วถามว่า “พร้อมจะกินหมูไหม หรือจะยอมถูกฉีกร่างกายทีละส่วน” 8แต่เขาตอบเป็นภาษาของบรรพบุรุษb ว่า “ไม่กิน” เขาจึงถูกทรมานเช่นเดียวกับพี่ชายคนแรก 9เมื่อใกล้จะตาย เขาพูดว่า “พระองค์ทรงโหดร้าย ทรงทำลายชีวิตปัจจุบันของพวกเราได้ แต่พระเจ้า กษัตริย์จอมจักรวาลจะทรงบันดาลให้เรากลับคืนชีพมีชีวิตตลอดไปc เพราะเราได้ตายเพื่อธรรมบัญญัติของพระองค์”
    10ต่อจากนั้น คนที่สามก็ถูกทรมาน เมื่อถูกสั่ง เขาก็แลบลิ้นและยื่นมือออกมาอย่างกล้าหาญ 11แล้วพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “พระเจ้าประทานอวัยวะเหล่านี้ให้ข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าพร้อมจะสละอวัยวะเหล่านี้เพราะเห็นแก่ธรรมบัญญัติของพระองค์ ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้รับอวัยวะเหล่านี้คืนมาอีกครั้งหนึ่ง”d
    12กษัตริย์ทรงประหลาดพระทัยเช่นเดียวกับข้าราชบริพารที่หนุ่มคนนี้มีความกล้าหาญ จนไม่หวั่นไหวต่อการทรมานใดๆ 13เมื่อเขาตายแล้ว น้องชายคนที่สี่ก็ถูกทรมานเช่นเดียวกัน 14เมื่อใกล้จะตาย เขาพูดว่า “ตายด้วยน้ำมือมนุษย์เป็นสิ่งสวยงาม เมื่อมีความหวังว่าพระเจ้าจะประทานชีวิตให้อีก แต่พระองค์ ข้าแต่พระราชา พระองค์จะไม่มีวันได้กลับคืนพระชนมชีพอีกเลย”
    15น้องชายคนที่ห้าก็ถูกนำมาทรมาน 16เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองกษัตริย์แล้วพูดว่า “แม้ทรงเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ทรงอำนาจเหนือมนุษย์ ทรงทำตามพระประสงค์ได้ทุกอย่าง ขออย่าทรงคิดว่าพระเจ้าจะทรงทอดทิ้งชนชาติของเรา 17พระองค์ทรงรออีกไม่นาน ก็จะทรงเห็นพระอานุภาพยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ผู้จะทรงลงโทษพระองค์และพระราชวงศ์”
    18แล้วน้องชายคนที่หกก็ถูกนำออกมา เมื่อใกล้จะตายเขาพูดว่า “ขอพระองค์อย่าทรงเข้าพระทัยผิดเลย พวกเราถูกทรมานเช่นนี้ก็เพราะเราเป็นต้นเหตุ เราได้ทำบาปผิดต่อพระเจ้าของเรา ดังนั้น เหตุการณ์ประหลาดจึงเกิดขึ้น 19พระองค์ทรงกล้าต่อสู้พระเจ้า ขออย่าทรงคิดว่าจะทรงพ้นโทษได้”
    20เป็นเรื่องที่น่าชมเชยและน่าจดจำมารดาผู้นี้ตลอดไป นางเห็นบุตรทั้งเจ็ดคนตายในวันเดียวกัน ยังอดทนด้วยใจกล้าหาญเพราะมีความหวังในองค์พระผู้เป็นเจ้า 21นางมีความคิดสูงส่งอย่างยิ่ง มีความอ่อนโยนเยี่ยงสตรีและความกล้าหาญเยี่ยงบุรุษ นางเตือนใจบุตรแต่ละคนเป็นภาษาของบรรพบุรุษว่า  22”แม่ไม่รู้ว่าลูกมาอยู่ในครรภ์ของแม่ได้อย่างไร แม่มิใช่ผู้ที่ให้ลูกมีลมหายใจและชีวิต แม่มิใช่ผู้ที่จัดโครงสร้างของลูกแต่ละคน 23แต่พระเจ้าผู้ทรงเนรมิตโลกทรงเป็นผู้ให้กำเนิดมนุษยชาติและทรงเป็นบ่อเกิดของทุกสิ่ง พระองค์จะทรงพระกรุณาประทานลมหายใจและชีวิตคืนให้แก่ลูก เพราะบัดนี้ลูกสละชีวิตของตนเพราะเห็นแก่ธรรมบัญญัติของพระองค์”
    24กษัตริย์อันทิโอคัสทรงคิดว่านางดูถูกพระองค์ ทรงสงสัยว่าน้ำเสียงของนางแสดงการเยาะเย้ย เมื่อน้องชายคนเล็กยังไม่ตาย กษัตริย์ทรงสัญญาทั้งด้วยพระวาจาและด้วยคำสาบานว่า จะทรงให้เขาร่ำรวยและมีความสุขมาก ถ้าเขาละทิ้งขนบประเพณีของบรรพบุรุษ พระองค์จะทรงแต่งตั้งเขาให้เป็นพระสหาย และจะทรงมอบตำแหน่งสูงให้ 25เมื่อทรงเห็นว่าชายหนุ่มไม่สนใจ จึงทรงเรียกมารดา ตักเตือนนางให้แนะนำบุตรเพื่อช่วยชีวิตของเขาไว้ 26กษัตริย์ทรงรบเร้านางอยู่นาน นางจึงรับปากว่าจะชักชวนบุตร 27นางก้มลงที่ตัวบุตร ดูถูกกษัตริย์ผู้โหดร้าย พูดเป็นภาษาของบรรพบุรุษว่า “ลูกเอ๋ย สงสารแม่เถิด แม่อุ้มท้องลูกมาถึงเก้าเดือน ให้นมเลี้ยงลูกเป็นเวลาสามปี เลี้ยงดูและอบรมลูกมาจนถึงอายุเท่านี้ เอาใจใส่ลูกอย่างดีตลอดมา 28ลูกเอ๋ย แม่ขอร้องให้ลูกมองดูสวรรค์และแผ่นดินเถิด  จงดูทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น แล้วลูกจะรู้ว่าพระเจ้าทรงสร้างสิ่งเหล่านี้มิใช่จากสิ่งที่มีอยู่ก่อนe มนุษยชาติก็เกิดขึ้นโดยวิธีเดียวกัน 29อย่ากลัวเพชฌฆาตผู้นี้ แต่จงแสดงตนเป็นผู้เหมาะสมกับพี่ๆของลูก จงยอมตาย เพื่อแม่จะได้รับลูกกลับคืนมาพร้อมกับพี่ๆของลูกในวันที่พระเจ้าจะทรงพระกรุณา”
    30นางพูดยังไม่จบf ชายหนุ่มก็ร้องว่า “คอยอะไรอยู่เล่า ข้าพเจ้าไม่ฟังพระบัญชาของกษัตริย์ ข้าพเจ้าฟังแต่คำสั่งของธรรมบัญญัติที่พระเจ้าประทานแก่บรรพบุรุษผ่านทางโมเสส 31แต่พระองค์ผู้ทรงก่อให้เกิดเหตุร้ายทั้งหมดนี้แก่ชาวฮีบรูg จะไม่ทรงพ้นจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้เลย 32พวกเรารับความทุกข์ทรมานเพราะบาปของเรา 33องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงชีวิตกริ้วเราชั่วขณะเพื่อทรงลงโทษและตีสั่งสอนให้เราดีขึ้น แต่พระองค์จะทรงคืนดีกับผู้รับใช้ของพระองค์อีก 34ส่วนพระองค์ ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงเป็นคนอธรรมและโหดเหี้ยมที่สุด ขออย่าได้ทรงทะนงอย่างไร้เหตุผล โดยมีความหวังเกินความจริง เมื่อทรงยกพระหัตถ์ทำร้ายบุตรของพระเจ้าh 35พระองค์ยังไม่ทรงพ้นการตัดสินลงโทษจากพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพและทรงเห็นทุกสิ่ง 36บัดนี้ บรรดาพี่ที่ได้รับทรมานชั่วเวลาสั้นๆเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร ได้ตายเพราะความซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญาของพระเจ้าi  ส่วนพระองค์ พระองค์จะทรงได้รับคำตัดสินลงโทษอย่างยุติธรรมจากพระเจ้าเพราะความหยิ่งยโส 37ข้าพเจ้ายอมสละร่างกายและชีวิตเพื่อธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษเหมือนกับพี่ๆ  ข้าพเจ้าวอนขอให้พระเจ้าทรงพระกรุณาต่อชนชาติยิวโดยรวดเร็ว วอนขอให้พระองค์ ข้าแต่พระราชา ต้องทรงรับทรมานอย่างสาหัส จนทรงยืนยันว่ามีพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวj 38พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพทรงลงโทษชนชาติของเราอย่างยุติธรรม ข้าพเจ้าวอนขอให้พระพิโรธสิ้นสุด เพราะข้าพเจ้าและพี่ๆยอมรับทรมาน”
    39เมื่อทรงได้ยินดังนี้ กษัตริย์กริ้วยิ่งนัก ทรงทรมานเขาอย่างโหดเหี้ยมมากกว่าคนอื่น เพราะทรงทนคำเยาะเย้ยไม่ได้ 40บุตรคนสุดท้ายตายโดยมิได้ละเมิดธรรมบัญญัติเลย เขาวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม 41มารดาของบุตรเหล่านี้ตายเป็นคนสุดท้าย
    42เราได้เล่าถึงงานเลี้ยงถวายบูชาและความทารุณอย่างไม่น่าเชื่อมาเพียงพอแล้ว

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
7066
15990
95741
426906
816522
16663273
Your IP: 3.226.122.74
2020-02-29 10:51

สถานะการเยี่ยมชม

มี 203 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk